บทความ
ไปพักเถอะลุง..ที่พัทลุง

พัทลุง

2017-07-03 17:42:10


สวัสดีสมาชิกชาว tatcontactcenter ทุกคน กลับมาเจอกันอีกแล้วและคราวนี้มาพร้อมกับรีวิวเบาๆ ของเมืองเล็กๆ..แต่น่ารักมากมาย..จังหวัดพัทลุง..เมืองที่หลายคนคิดว่าเป็นแค่ทางผ่าน มาลองดูกันซิว่าเมืองนี้เค้ามีดีอะไร..แล้วคุณอาจจะหลงใหลแบบไม่รู้ตัว..

ที่แรกที่จะพาไปชมก็คือ ทะเลน้อย เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีคลองเชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลา อยู่ในเขต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ที่นี่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอย่างมาก ทั้งระบบนิเวศ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ พรรณพืช เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ชุ่มน้ำโลก หรือ แรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site) เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2541

จุดเด่นของทะเลน้อย หรือที่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า อุทยานนกน้ำทะเลน้อย คือ นกน้ำที่มีมากว่า 200 สายพันธุ์ ซึ่งช่วงที่มีนกน้ำชุกชุมมากที่สุดจะเป็นเดือนมกราคม-เมษายน ของทุกปี วันไหนโชคดีเค้าเล่าว่า..จะเห็นนกน้ำกว่าแสนตัวอยู่ทั่วบริเวณทะเลน้อยเต็มไปหมด

อีกหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้เมื่อมาทะเลน้อยคือ ล่องเรือชมทะเลบัวแดง ซึ่งบัวแดงจะบานตอนเช้า สายๆจะหุบ บัวแดงทีนี่มีให้ชมทั้งปีแต่จะมีปริมาณมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน นอกจากบัวแดงยังมีพันธุ์พืชอื่นๆจำนวนมาก โดยเฉพาะกระจูด ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นสินค้าหัตถกรรมต่างๆ สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่นี่ได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศการล่องเรือชมทะเลบัวแดงและทิวทัศน์โดยรอบทะเลน้อย 

เรือล่องชมวิวทะเลบัวแดง จะเป็นเรือหางยาวนั่งได้ประมาณ 7-10 คน ส่วนราคาแล้วแต่จะตกลงกับคนเรือขึ้นอยู่กับชั่วโมงที่ล่องในแต่ละรอบ

นักท่องเที่ยวที่สนใจล่องเรือชมวิวทะเลน้อย สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่บริเวณทางเข้าได้เลย

ห่างจากทะเลน้อยไม่ไกล มาท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้งที่ศูนย์หัตถกรรมกระจูดวรรณี ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 152 หมู่ 10 ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โทร.075 610 415 ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์จากกระจูด กระจูด คือ พืชชนิดหนึ่งในตระกูลกก ลำต้นกลมเขียว สูงประมาณ 1-2 เมตร ชอบขึ้นในที่น้ำขังที่เรียกว่าพรุ เมื่อโตเต็มที่ตัดมาผึ่งแดดย้อมสีให้แห้งแล้วนำมาสานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เสื่อกระจูด กระเป๋า และเครื่องใช้ต่างๆมากมาย

ผู้ริเริ่มก่อตั้งศูนย์หัตถกรรมคือ นางวรรณี เซ่งฮวด ปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มชาวบ้านในนามศูนย์หัตถกรรมกระจูดวรรณี จ.พัทลุง ผู้สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำกระจูดที่มีมาช้านาน เนื่องจากมีต้นกระจูดขึ้นอย่างหน่าแน่นในพื้นที่จึงกลายเป็นอาชีพสำคัญในปัจจุบัน มีการถ่ายทอดให้กับชาวบ้านและได้พัฒนาลวดลายต่างๆจากการเข้าร่วมโครงการพรพราชดำริศูนย์ศิลปาชีพหัวป่าเขียว จ.พัทลุง จนมีผลิตภัณฑ์จากกระจูดมากกว่า 100 ชนิดในทุกวันนี้

ที่นี่เปิดเป็นศูนย์หัตถกรรมที่มีการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้สนใจอีกด้วย จากการสอบถามช่างฝีมือในศูนย์บอกว่าจะมีโรงเรียน กลุ่มต่างๆที่สนใจเข้ามาเรียนรู้วิถีทำผลิตภัณฑ์จากกระจูดอย่างไม่ขาดสาย

นอกจากที่นี่จะเป็นศูนย์หัตถกรรมกระจูดแล้ว ยังเปิดเป็นโฮมสเตย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อนและเรียนรู้หัตถกรรมกระจูดไปพร้อมๆกัน จากการสำรวจพบว่าห้องพักที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สะดวกสบาย แถมยังตกแต่งด้วยผลิตภัณฑ์จากกระจูดได้อย่างลงตัว สวยงาม น่ามาพักผ่อนมากๆ

บรรยากาศภายในศูนย์หัตถกรรมกระจูดวรรณี พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกตกแต่งไปด้วยผลผลิตจากกระจูดทั้งสิ้น

ผลิตภัณฑ์ต่างๆจากกระจูดภายในศูนย์หัตถกรรมกระจูดวรรณี

ใครสนใจไปพักผ่อนพร้อมเรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์จากกระจูด สามารถสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 087-760-9879, 089-589-6370

หิวกันแล้วรึยัง? แนะนำของกินเด็ดๆที่นี่เลย หลาดใต้โหนด เป็นตลาดอยู่ใต้ต้นโหนด ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านนักเขียนรางวัลซีไรต์ปี 2539 ชื่อ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ บ้านจันนา ต.ดอนทราย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง แนวคิดของที่นี่คือ ตลาดสีเขียววัฒนธรรมชุมชนเพื่อสุขภาพ พร้อมกับสโลแกน”ของกิน ของใช้ งานศิลป์ บ้านบ้าน”

หลังจากที่คุณกนกพงศ์จากไป ที่นี่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะ บ้านนักเขียน ใช้เป็นสถานที่อบรมเยาวชนที่รักการอ่านการเขียน และจะมีการจัดงานรำลึกการจากไปของคุณกนกพงศ์ทุกปี บรรยากาศภายในหลาดใต้โหนดร่มรื่น เต็มไปด้วยสีเขียว ร้านค้าชาวบ้าน ของกินของฝากที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ปลอดสารพิษ ไม่ใส่กล่องโฟม ใช้วัตถุดิบจากชุมชน ซึ่งเป็นการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้ได้อย่างดี

นอกจากของกินของฝากมากมาย ใครอยากฟังดนตรีสดแบบเพื่อชีวิต ที่นี่ก็มีศิลปินมาบรรเลงให้ฟังทั้งวัน หลาดใต้โหนดเปิดให้บริการเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 085-065-4480

อีกหนึ่งไฮไลท์ของเมืองพัทลุงที่ต้องห้ามพลาด..คือการตืนเช้ามาชมบรรยากาศวิถีชีวิตชาวบ้านที่คลองปากประ กับการใช้อุปกรณ์จับปลาที่เรียกว่า “ยอ” ซึ่งมีขนาดใหญ่มากกลายเป็นทิวทัศน์แปลกตาสวยงาม หลายคนนิยมมาล่องเรือชมพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับชาวบ้านที่ออกมายกยอเพื่อเก็บปลาในยอ ซึ่งเป็นวิถีชุมชนที่หาชมยาก

คลองปากประ เป็นแหล่งน้ำสำคัญของ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ที่ไหลรวมมาจากลำน้ำต่างๆออกสู่ทะเลสาบสงขลา เป็นแหล่งที่มีปลาชุกชุมและการทำประมงของชาวบ้านนบริเวณนี้ ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ชาวบ้านให้บริการเช่าเรือล่องชมวิว สร้างรายได้เสริมอีกหนึ่งช่องทาง

ยอยักษ์จำนวนมากบริเวณคลองปากประเชื่อมกับทะเลสาบสงขลา กับบรรยากาศยามเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

ต้นกกที่เกิดขึ้นแบบโดดเดี่ยว กลายเป็นทิวทัศน์สวยงามแปลกตาเมื่อตัดกับบรรยากาศท้องฟ้าและพื้นน้ำทะเลสาบสงขลา

มาชมอีกหนึ่งน้ำตกสวยงาม และยิ่งใหญ่ของพัทลุง ที่นี่คือน้ำตกไพวัลย์ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด อ.กงหรา จ.พัทลุง เนื่องจากเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสูงชัน จึงจำเป็นต้องปีนป่ายชั้นหินเพื่อมาชมความสวยงามของน้ำตกแบบใกล้ชิดแบบนี้ แต่ใครจะปีนขึ้นไปชั้นที่สูงกว่านี้ต้องระมัดระวังกันมากหน่อย

ช่วงนี้หน้าฝน ปริมาณน้ำตกจึงมีมากพอสมควร แต่นักท่องเที่ยวนิยมเล่นน้ำกันชั้นล่าง ใกล้ๆลานจอดรถเนื่องจากสะดวกสบาย มีห้องน้ำและร้านอาหารบริการด้วย

ใครอยากผ่อนคลายอาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อนจากเครื่องทำความร้อนธรรมชาติใต้พิภพ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นเชิงเขา ต้องมาที่นี่เลย
บ่อน้ำร้อนเขาชัยสน ตั้งอยู่ที่ ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง

บ่อน้ำร้อนเขาชัยสน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 8.30 – 18.00 น.อุณหภูมิน้ำร้อนประมาณ 40-60 องศา นอกจากบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่นี่ยังมีบริการนวดแผนไทย บ้านพัก ศูนย์อาหาร และเส้นทางศึกษาเรียนรู้เขาชัยสนอีกด้วย ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์  074 691 632

จากเขาชัยสนมาไม่ไกล แวะพักริมคลองหูแร่ อยู่ในเขต ต.ท่ามะเดื่อ ถ.ชัยสน-จงเก (หมายเลข 4081) บรรกาศคลองน้ำไหลใสสะอาดแบบนี้ เหมาะแก่การพักผ่อนรับประทานอาหารกลางวัน หรือลงเล่นน้ำชิลล์ๆๆ มีร้านอาหารบริการหลายร้านริมคลองอีกด้วย

เข้าเมืองพัทลุงมาชมโบราณสถานเก่าแก่ของจังหวัดที่ วัดวัง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการเมืองพัทลุง มีการบูรณะใหม่เมื่อปี พ.ศ.2512

ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ใช้ช่างหมู่เดียวกันกับที่วาดในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กรุงเทพฯ ซึ่งมีความวิตรบรรจง สวยงามมาก

รอบพระอุโบสถเป็นทางเดินสักการะพระพุทธรูปที่วางเรียงรายทั้ง 4 ด้าน 

บริเวณลานสนามหญ้าภายนอกมีเจดีย์องค์ใหญ่สีขาว ด้านหน้าทางเข้าวัดมีอนุสาวรีย์พระยาพัทลุงขุนคางเหล็ก เจ้าเมืองพัทลุง ปี 2315

เข้าวัดแล้วมาเข้าวังกันต่อที่ วังเจ้าเมืองพัทลุง อยู่ใกล้ๆกับวัดวัง เดิมเป็นที่ว่าราชการและเป็นที่พักอาศัยของเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบันยังเหลืออยู่ส่วนหนึ่งคือ วังเก่า สร้างในสมัยพระยาพัทลุง (น้อย จันทโรจวงศ์) เป็นผู้ว่าราชการ ต่อมาวังได้ตกทอดมาจนถึงนางประไพ มุตามะระ บุตรีของหลวงศรีวรฉัตร ส่วนวังใหม่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2432 โดยพระยาอภัยบริรักษ์จักราวิชิตพิพิธภักดี (เนตร จันทโรจวงศ์) บุตรชายของพระยาพัทลุงซึ่งเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบันทายาทตระกูล “จันทโรจวงศ์” ได้มอบวังนี้ให้เป็นสมบัติของชาติและกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานวังเก่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 และวังใหม่ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 9.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น. เสียค่าเข้าชมคนไทย 5 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท

ก่อนลาจากเมืองพัทลุงไปอย่าลืมแวะสักการะ อนุสาวรีย์พระยาทุกขราษฎร์ (ช่วย) ประดิษฐานอยู่ที่สามแยกท่ามิหรำ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง ตามประวัติกล่าวว่าพระยาทุกขราษฎร์ เดิมเป็นพระชื่อพระมหาช่วย จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าเลไลยก์ ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งขณะนั้นเกิดสงคราม 9 ทัพ พระมหาช่วยได้ช่วยพระยาพัทลุงนำชาวบ้านเข้าต่อต้านกองทัพพม่าจนแตกพ่าย ต่อมาจึงลาสิกขาบทแล้วได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทำราชการเมืองพัทลุง มีตำแหน่ง “พระยา” เทียบเท่าเจ้าเมือง และจากวีรกรรมอันกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และเสียสละของปูชนียบุคคลผู้นี้ที่มีส่วนช่วยให้เมืองพัทลุงอยู่รอดปลอดภัย ทางจังหวัดพัทลุงร่วมกับเทศบาลเมืองพัทลุงจึงขึ้นได้จัดสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีถนนช่วยทุกขราษฎร์ที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน อยู่ระหว่างถนนคูหาสวรรค์กับถนนไชยบุรีอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับสาระและความบันเทิงของเมืองพัทลุง..เหมาะแก่การไป "พักเถอะลุง" กันไหม ขอบอกว่าตลอด 3 วัน 2 คืนที่อยู่พัทลุง จขกท.เต็มอิ่มกับเมืองนี้มากๆ ทั้งสาระความรู้กับวิถีไทยท้องถิ่น และสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พูดไปเดี๋ยวจะหาว่าโม้เยอะ เอาเป็นว่าต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วจะรู้ว่าจริงอย่างที่ จขกท.บอกหรือเปล่า ที่นี่เที่ยวได้ตลอดทั้งปีเด้อ

จบแล้วสำหรับรีวิวนี้ เอาไว้เจอกันใหม่รีวิวหน้านะจ๊ะ ไปแว้ววว

ผู้แต่ง
“ Mr.Prasit Suaysang ”

ช่างภาพ
“ Mr.Prasit Suaysang ”