บทความ
ช่วงเวลาดีๆ...@ Cha am - Hua Hin

เพชรบุรี

2011-06-26 22:16:14


วันนี้ขอนำเสนอรีวิวทริปท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเพื่อย้ำเตือนและสานต่อมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่มีให้กันมายาวนาน กลุ่มเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกันทริปนี้ เป็นเพื่อนสนิทที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม พอถึงระดับมหาวิทยาลัยต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปเรียนตามสาขาวิชาที่ชอบและสอบได้ แต่ในช่วงเวลานั้นก็ยังติดต่ออัพเดทข้อมูลกันเป็นระยะๆ ว่าแต่ละคนยังอยู่ดีมีสุขกันหรือไม่ พอแต่ละคนเรียนจบมีงานทำและอะไรหลายๆอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ทำให้มีเวลาว่างพอที่จะนัดเจอกันหรือไปเที่ยวด้วยกันได้บ้าง โดยพวกเราตกลงกันว่าน่าจะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันอย่างน้อยปีละครั้ง จึงเป็นที่มาของการเดินทางทริปนี้ ซึ่งเป็นทริปท่องเที่ยวประจำปีระหว่างเรากับเพื่อนรักค่ะ ทริป 2 วัน 1 คืน ณ ชะอำ – หัวหิน เรากับเพื่อนๆ วางแพลนกันไว้เป็นเดือนทีเดียวกว่าที่ทุกคนจะหาวันหยุดตรงกันได้ และแล้วการเดินทางทริปนี้ก็เริ่มขึ้น โดยพวกเราเลือกพักกันที่ “บ้านแสนสุข” หัวหิน ซึ่งได้ทำรีวิวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เพราะเนื้อหาและรูปภาพเยอะเกินไป จึงแบ่งรีวิวที่พักไปก่อน แล้วจึงมาเก็บตกความสนุกแห่งการเดินทางในครั้งนั้นกันในรีวิวฉบับนี้ ถ้าพร้อมแล้ว...ก็ตามมาเที่ยวด้วยกันเลยนะคะ

เช้าวันเสาร์พวกเราออกจากกรุงเทพฯด้วยรถยนต์ส่วนตัวในเวลาราวๆ สิบโมงเช้า ถือว่าออกสายเลยนะแต่ไม่เป็นไรค่ะไม่ต้องรีบร้อน ไปกันเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักรถแวะดื่มกาแฟสดเย็นๆระหว่างทาง จากนั้นจุดหมายแรกที่พวกเราแวะมาเที่ยวกันคือ “วัดถ้ำเขาย้อย” มาไหว้พระทำบุญให้จิตใจเบิกบานกันยิ่งๆ ขึ้นไป

วัดถ้ำเขาย้อย ตั้งอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอเขาย้อย ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ตามทางหลวงหมายเลข 4 ทางเข้าวัดจะอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 136-137 และจะอยู่ก่อนถึงตัวเมืองเพชรบุรีประมาณ 22 กิโลเมตร สามารถจอดรถไว้บริเวณลานหน้าวัดได้เลย ไปค่ะ...ขึ้นไปชมด้านบนกัน

ขึ้นมาด้านบนวัดจะเป็นถ้ำ เดินเข้ามาจะเจอกับพระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่

ด้านหลังพระนอนจะพบกับศาลาพระพุทธบาทจำลอง และบริเวณรอบๆจะมีพระพุทธรูปองค์น้อยใหญ่ประดิษฐานอยู่มากมาย

มีทางเดินขึ้นไปชมด้านบนของวัด ซึ่งก็ตั้งอยู่ภายในถ้ำเช่นเดียวกัน

แต่กลุ่มพวกเราเลือกเดินลงไปยังด้านล่างของถ้ำ บริเวณโถงด้านล่างของถ้ำ ยังมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมและพระพุทธรูปน้อยใหญ่ประดิษฐานอยู่

พระพุทธรูปปางประจำวันต่างๆ ประดิษฐานเรียงกันอยู่รอบๆ โถงถ้ำ พร้อมมีแผ่นป้ายกระดาษพิมพ์บทสวดสักการะแปะอยู่ด้านหน้าฐานพระพุทธรูปแต่ละองค์ด้วย

ออกมาจากวัดก็เป็นเวลาบ่ายแล้วเริ่มหิวกันถ้วนหน้า เลยมุ่งตรงไปยังหาดชะอำเพื่อหาอาหารกลางวันทานกันก่อนค่ะ ที่หาดชะอำพอถึงถนนเลียบชายหาด พวกเราเลือกเลี้ยวซ้ายมาทางชะอำเหนือและขับมาเรื่อยๆหาเก้าอี้ผ้าใบแถบที่ไม่ค่อยมีคนมากนัก มาเจอเอาเกือบจะสุดหาด พอเลือกที่นั่งได้ก็สั่งอาหารกันเลยค่ะ

จากรูปจะเห็นว่าไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวนั่งอยู่บริเวณหาดแถบนี้ ดีจังผู้คนไม่จอแจและสั่งอาหารก็ได้ทานกันเร็วด้วยไม่ต้องรอนาน

หน้าตาอาหารอย่างคร่าวๆ บางอย่างหลังๆไม่ได้ถ่ายเพราะพอเริ่มลงมือทานแล้วมันยากที่จะวางช้อนค่ะ

หลักๆ ก็จะมีต้มยำทะเล , ลาบปลาหมึก , ยำไข่แมงดาทะเล , กุ้งผัดพริกเผา และผัดผักรวมมิตร รสชาติพอใช้ได้และราคาก็สมเหตุสมผลอยู่ค่ะ

อิ่มแล้วเพื่อนบางคนก็นั่งคุยเล่นกันที่เก้าอี้ริมหาด ส่วนเรากับเพื่อนอีกคนขอไปเดินเล่นเอาเท้าไปสัมผัสน้ำทะเลกันสักหน่อย

สำหรับเราแล้วชะอำถือเป็นชายทะเลแห่งแรกในความทรงจำ เพราะตั้งแต่จำความได้ที่นี่คือทะเลที่ครอบครัวพามาบ่อยๆ เป็นประจำทุกปี แต่พอโตขึ้นมาหน่อยเริ่มxxxงหายไปเที่ยวที่อื่นบ้าง นานๆจึงจะได้มาแวะเที่ยวที่นี่สักที

นั่งเล่นเดินเล่นย่อยอาหารกันพักใหญ่ๆ ก็ได้เวลาออกเดินทางเข้าเมืองหัวหินกันแล้วค่ะ ไปเช็คอินเข้าที่พัก “บ้านแสนสุข” กัน

เข้าห้องพักเก็บของกันเรียบร้อย พอแดดร่มลมตกก็ลงมาเดินเล่นกันบริเวณชายหาดของที่พักค่ะ ปล่อยคุณเพื่อนๆ เล่นน้ำกันไป ส่วนเราขอมานั่งชิลๆ ที่เก้าอี้ตรงนี้มองวิวทะเลเพลินๆดีกว่า

ที่พักของพวกเราอยู่โซนเขาตะเกียบนะคะ มองไปจะเห็นอยู่ไม่ไกล

ตอนหัวค่ำก็ออกมาเปิดหูเปิดตากันที่ตลาดจักจั่นหรือ Cicada market ค่ะ

เย็นวันเสาร์แบบนี้คนมาเที่ยวเยอะทีเดียว

เดินเข้ามาด้านใน ร้านขายของแต่ละร้านตกแต่งน่ารักสวยงามดึงดูดผู้มาเยี่ยมชม บางร้านก็ง่ายๆคือแค่เอาโต๊ะเล็กๆมาตั้งหรือเอาผ้ามาปูวางสินค้าก็สามารถเปิดขายได้แล้ว

สินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายจะเป็นงานแฮนด์เมคหรืองานที่ใส่ไอเดียในการออกแบบและผลิตไม่ซ้ำใคร ก็นับเป็นอีกจุดขายหนึ่งของตลาดคนเดินที่นี่

ร้านนี้ขายโปสการ์ดค่ะ

ข้างในมีโปสการ์ดหลากหลายแบบให้เลือก มีมุมสำหรับนั่งเขียนไว้ให้ด้วยนะ

เรากับคุณเพื่อนเดินหลงกันบ่อยๆระหว่างเลือกดูสินค้า เพราะบางทีใครชอบสินค้าร้านไหนก็หยุดแวะดูโดยลืมบอกเพื่อนให้รอ พอหันมาอีกทีหายไปไหนกันหมดและ ต้องคอยมองหาหรือโทรถามว่าอยู่ไหนกัน ผู้คนก็เยอะเหลือเกินยอมรับเลยว่าตาลายค่ะ

ที่ตลาดแห่งนี้เขาแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น 4 ส่วนนะคะ ส่วนแรกคือร้านขายสินค้างานไอเดียต่างๆ ส่วนที่สองจะเป็นโซนร้านอาหารซึ่งจะมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งทานกลางสนามแบบ Open air

ส่วนที่สามจะเป็นโซนแสดงนิทรรศการและภาพวาดต่างๆ

และส่วนที่สี่จะเป็นลานการแสดง มีกิจกรรมและการละเล่นต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ชม

เราชอบไฟประดับตรงจุดนี้มากเลยค่ะ สีสันของมันสวยสดใสมาก ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของสวนศรีพอมองมาจะสะดุดตากับโคมไฟชุดนี้ก่อนเลย

เดินเล่นที่นี่จนเกือบสามทุ่มจึงไปหาอะไรทานกันที่ตลาดโต้รุ่งหัวหินค่ะ แต่ไม่มีรูปมาให้ชมนะคะ บางทีก็อยากเดินสบายๆ แบบไม่ต้องจับกล้องเช่นกัน

ตัดมาที่ตอนเช้าของอีกวัน เรานัดกับเพื่อนๆ ตื่นลงมาดูพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณชายหาดหน้าที่พักกัน ก็มีคนตื่นลงมาดูพระอาทิตย์และเดินเล่นด้วยกันบ้าง ที่เหลือซึ่งตื่นทีหลังก็ตามลงมาเล่นน้ำส่งท้ายกันก่อนกลับ

กว่าพระอาทิตย์วันนั้นจะโผล่พ้นก้อนเมฆที่มาบดบังได้ก็ปาเข้าไปเกือบแปดโมงแล้ว เห็นมีผู้คนลงมาเดินเล่นกันที่ชายหาดบ้างพอสมควร เวลาไปเที่ยวไม่ว่าใครก็อยากตื่นแต่เช้าแล้วออกมาเก็บเกี่ยวความสนุกกันให้เต็มที่ เราเองก็เช่นกัน...ขยันตื่นเช้ากว่าตอนไปทำงานซะอีก

เช้าๆแบบนี้น้ำยังลงไม่มาก ลงจากหน้าที่พักแล้วเดินไม่กี่ก้าวเท้าก็สัมผัสน้ำทะเลได้แล้ว

กลับขึ้นห้องเก็บข้าวของแล้วเช็คเอาท์กันตอน 11 โมงค่ะ ไปแวะตลาดฉัตรไชยหาของอร่อยทานรองท้องแล้วค่อยไปต่อกันที่ “เพลินวาน” ในรูปเป็นซอยข้างๆเพลินวานซึ่งมีบริการที่จอดรถค่ะ ค่าจอดคันละ 40 บ.

ช่วงเวลาตอนเที่ยงของวันอาทิตย์แบบนี้ผู้คนล้นหลามทีเดียว หันมองไปทางไหนก็เจอแต่คน

และทุกสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็มักจะมีสิ่งนี้วางขายอยู่เสมอ...เจ้าโปสการ์ดนั่นเอง

ร้านนี้ขายซีดีเพลงในยุคเก่าๆ

ร้านนี้ก็ขายยาแผนโบราณ

ร้านนี้ขายขนมปังหลากหลายชนิด แถมตั้งชื่อร้านได้อย่างเก๋ไก๋ว่า “ร้านปังพะยะค่ะ”

ส่วนร้านนี้แม่ค้ากำลังสาละวนกับการทำไข่ระเบิด เห็นว่ามีลูกค้ารอxxxู่หลายคนเลย หนึ่งในนั้นก็มีเพื่อนของเรารวมอยู่ด้วย

แต่ละคนออกจากเพลินวานด้วยอาการเหงื่อท่วมตัว เพราะด้านในนั้นร้อนมากๆ

มาถึงแหล่งท่องเที่ยวสุดท้ายที่พวกเราจะแวะกันแล้ว “พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” ค่ะ

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตั้งอยู่ภายในค่ายพระรามหก ริมถนนเพชรเกษมประมาณกิโลเมตรที่ 216-217 เลยหาดชะอำมา 8 กิโลเมตร ถ้าเอารถยนต์มาเองก็จะสะดวกหน่อย เพราะจากถนนใหญ่เข้ามาในค่ายลึกพอสมควร แต่หากท่านใดไม่มีรถ สามารถนั่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างมาจากหาดชะอำได้ หรือถ้ามาจากหัวหินจะมีรถสามล้อให้บริการเหมาเที่ยวจอดอยู่ตรงคิวรถตู้หัวหิน – กรุงเทพฯ ค่ะ

ที่นี่จะเปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันพุธค่ะที่จะปิด โดย วันธรรมดา จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ค่าเข้าชมตอนนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทค่ะ 1. ค่าเข้าชมเฉพาะด้านล่างของพระราชนิเวศน์ คือไม่ขึ้นไปชมพระตำหนักด้านบน ราคาสำหรับผู้ใหญ่คือ 30 บ. 2. ค่าเข้าชมที่สามารถเดินชมพระราชนิเวศน์ได้ทุกส่วนที่อนุญาตทั้งชั้นบน ชั้นล่าง และบริเวณโดยรอบ ราคาสำหรับผู้ใหญ่คือ 60 บ.

ส่วนการแต่งกายทั้งหญิงและชายต้องแต่งกายสุภาพ สวมกระโปรงหรือกางเกงต้องยาวเลยเข่าลงมา ท่อนบนต้องเป็นเสื้อแบบมีแขนและเนื้อผ้าไม่บางจนเกินไป ส่วนรองเท้าจะใส่แบบไหนไปก็ได้ เพราะเมื่อขึ้นชมพระตำหนักด้านบนก็ต้องถอดใส่ถุงหิ้วขึ้นไปเองอยู่ดี แต่หากท่านใดแต่งกายมาไม่สุภาพ ตรงจุดประชาสัมพันธ์ก็จะมีผ้าคลุมไหล่และผ้าซิ่นไว้ให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพียงแค่นำบัตรประชาชนไปแลกรับผ้ามาเท่านั้น ก่อนกลับก็นำไปคืนยังจุดเดิมพร้อมรับบัตรกลับมา

เดินเข้าไปชมด้านในพระราชนิเวศน์กันเลยค่ะ ด้านหน้าจะเป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการและประวัติความเป็นมาของพระราชนิเวศน์แห่งนี้

เดินพ้นศูนย์นิทรรศการออกมาจะเป็นสวนหย่อมและสนามหญ้า มีม้านั่งสีขาวสวยๆแบบนี้อยู่ตามร่มไม้ตั้งไว้สำหรับหยุดนั่งพักขา ช่วงที่ไปต้นหางนกยูงและต้นคูณกำลังบานสะพรั่ง ช่วยเพิ่มสีสันในพื้นที่เขียวขจีนี้ให้สดชื่นไปกว่าเดิม

สนามหญ้าและต้นไม้ต่างๆ ได้รับการตัดแต่งและดูแลเป็นอย่างดี

การเข้าชมในครั้งนี้พวกเราเลือกที่จะเดินชมแค่ชั้นล่างและบริเวณรอบๆ พระราชนิเวศน์ค่ะ เพราะหากขึ้นชมชั้นบนด้วยจะต้องรอเวลาทยอยขึ้นเป็นรอบๆ คะเนเวลารอบต่อไปคงต้องรอกันอีกพักใหญ่ เลยขอเดินเที่ยวชมเฉพาะด้านล่างและบริเวณรอบๆดีกว่า

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ได้รับการขนานนามว่าเป็น “พระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง” เป็นพระตำหนักที่ประทับริมทะเล ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดให้รื้อพระตำหนักหาดเจ้าสำราญมาปลูกขึ้นใหม่

ลักษณะเป็นพระตำหนักแบบไทยผสมยุโรป เป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง สร้างด้วยไม้สักทอง หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องสี่เหลี่ยม และพื้นเทด้วยคอนกรีตตลอดแนว

มีแนวระเบียงยื่นลงสู่ทะเลเป็นที่ลงสรงน้ำ

มีแนวระเบียงยื่นลงสู่ทะเลเป็นที่ลงสรงน้ำ

เป็นพระราชนิเวศน์ริมทะเลที่สวยมาก มาที่นี่หลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยเบื่อเลย

บริเวณโดยรอบก็ร่มรื่นไปด้วยสนทะเลและต้นไม้ใหญ่ ที่สันนิษฐานว่าปลูกคู่กันมาตั้งแต่การสร้างพระราชนิเวศน์

พระตำหนักส่วนที่ยื่นลงทะเล เป็นมุมมหาชนและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของพระราชนิเวศน์ พระที่นั่งใกล้ชายหาดส่วนนี้ใช้เป็นที่ทรงพระอักษรในสมัยนั้น ปัจจุบันถ้าเดินชมพระตำหนักชั้นบน ในส่วนที่ยื่นลงทะเลนี้จะกั้นไว้ไม่อนุญาตให้เข้าชมนะคะ แต่สามารถลงมาเก็บภาพจากด้านล่างได้

ตัวพระราชนิเวศน์จะประกอบด้วยพระที่นั่งสามองค์เชื่อมต่อถึงกัน คือ พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นอาคารโถงสองชั้นเปิดโล่งใช้เป็นที่ประชุมในโอกาสต่างๆ และเป็นโรงละคร ส่วนพระที่นั่งสมุทรพิมาน เป็นที่ประทับของพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรชายา และพระที่นั่งพิศาลสาคร เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ตามช่องหน้าต่างมักจะมีเครื่องแขวน คือดอกไม้ที่ร้อยทำเป็นอุบะแขวนประดับเอาไว้ ซึ่งเป็นงานฝีมือที่นิยมประดิษฐ์กันมาแต่ครั้งโบราณ ถือเป็นงานฝีมือหลวงอย่างหนึ่ง

ถ้าท่านใดเคยไปเยี่ยมชมแล้วหรือกำลังจะไป ให้ลองสังเกตตรงฐานของเสาแต่ละต้น จะมีการยกขึ้นสูงและทำร่องเอาไว้รอบๆเสา ในสมัยนั้นจะมีน้ำคอยเติมในร่องไว้ตลอดเพื่อป้องกันมดหรือแมลงไต่ขึ้นไปบนพระตำหนัก เป็นภูมิปัญญาคล้ายๆ การใส่น้ำไว้ที่ขาตู้กับข้าวเพื่อกันมดและแมลงเช่นกัน เหตุเพราะตามพระราชประวัติรัชกาลที่ 6 ไม่ทรงโปรดพวกมดและแมลงนั่นเอง

นอกจากนี้จะเห็นว่าในสมัยนั้นมีตุ่มน้ำไว้คอยรองน้ำฝนไว้ใช้ดื่มกินตามจุดต่างๆด้วย

ใช้เวลาเดินเล่นกันพักใหญ่ก็กลับออกมานั่งพักที่ม้านั่งตรงนี้

สวนสวยพร้อมน้ำพุนี้จะอยู่บริเวณใกล้ๆทางออกค่ะ

ส่งท้ายรีวิวแห่งมิตรภาพกันด้วยรูปนี้ค่ะ ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน แห่งความสุข สนุก มันผ่านไปเร็วมากๆ พวกเราอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากกว่านี้ แต่ด้วยภาระหน้าที่ของแต่ละคนกับการได้มาเจอกันอย่างน้อยปีละครั้ง แค่นี้ก็นับว่าดีแล้วล่ะเนอะ อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของพวกเรายังไม่จางหาย และจะยังคงอยู่เช่นนี้เสมอไป

ชอบจัง คิดถึงหัวหินอีกแล้ว ไปกี่ทีก็ไม่เคยเบื่อ

อยากไปทะเลๆๆๆๆๆๆ

ดูรีวิวแล้วอยากไปจังเลยค่ะ

♥ ขอบคุณมากนะครับที่พาไปเที่ยวหัวหินกัน ชอบมากครับ ชมแล้วอยากไปเที่ยวเลย แถมพาไปเที่ยวหลายที่เลย โดยเฉพาะซิเคด้า อยากไปมาก ยังไม่มีโอกาสได้ไปซักทีครับ

ผู้แต่ง
“ Girl Next Door ”

ช่างภาพ
“ Girl Next Door ”