บทความ
ทริปท่องเที่ยวหน้าฝนในเทศกาล ดูปู เที่ยวพุ ถ่อแพ ที่บ้านห้วยเขย่ง กาญจนบุรี

กาญจนบุรี

2011-06-27 14:23:55


การเดินทางของผม กับทริปท่องเที่ยวหน้าฝน ในเทศกาล ดูปู เที่ยวพุ ถ่อแพ ที่บ้านห้วยเขย่ง กาญจนบุรี ตำบลห้วยเขย่ง มีประวัติความเป็นมาที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม จะมีลำห้วยรับน้ำจากภูเขาลงสู่แม่น้ำแควน้อย ในสมัยก่อนชาวบ้านแถบนี้มีการเลี้ยงช้างเพื่อไว้ใช้ชักลากไม้ท่อน และมีคนเลี้ยงช้างชื่อ “พระเขย่ง” มีอยู่วันหนึ่งช้างได้เกิดตกมัน และได้เหยียบพระเขย่งตายบริเวณลำห้วย จนชาวบ้านเรียกว่า “ห้วยพระเขย่ง” ต่อมาคำว่า “พระ” ได้หายไป และพูดสั้นขึ้นจนเพี้ยนมาเป็น “ห้วยเขย่ง” ในปัจจุบัน (อ้างอิง http://www.thaitambon.com) การท่องเที่ยวครั้งนี้จะมีอะไรบ้างและสนุกขนาดไหน ติดตามชมนะครับ

การเดินทางของเราเดินทางโดยรถตู้และอาหารเช้าของผมคือเบเกอรี่กล่องจาก S&P กล่องใหญ่มากๆ อร่อยด้วยครับ และก่อนที่เราจะไปเที่ยว ดูปู เที่ยวพ ถ่อแพ ผมกับเพื่อนๆ ได้เเวะที่พุน้ำร้อนหินดาดก่อน พุน้ำร้อนหินดาด หรือน้ำพุร้อนหินดาด แล้วแต่จะเรียก เดิมเรียกว่า น้ำพุร้อนกุยมั่ง เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติริมลำธาร อุณหภูมิประมาณ 45-55 องศาเซลเซียสค้นพบโดยทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่2 และได้สร้างเป็นบ่อซีเมนต์ขึ้น 2 บ่อ เชื่อกันว่าน้ำแร่จากบ่อน้ำร้อนแห่งนี้ มีสรรพคุณในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บหลายอย่าง เช่น โรคเหน็บชา ไขข้ออักเสบ นักท่องเที่ยวสามารถลงอาบน้ำในบ่อได้และยังมีลำธารน้ำเย็นไหลอยู่ด้านล่างบ่อน้ำร้อน จากที่ดูมีนักท่องเที่ยวมาเยอะไม่ขาดสายเลยครับ นักท่องเที่ยวนิยมลงไปแช่น้ำ พวกเราเองเนื่องจากไม่มีเวลามากจึงได้แต่ดูคนอื่นแช่น้ำและเก็บภาพมาฝากครับเพื่อจะเดินทางสู่จุดมุ่งหมายต่อไป การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม ขับมาประมาณ 9 กม. จะพบสะพานลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม. ท่านจะพบสี่แยก ให้ท่านเลี้ยวขวา ( แยกซ้ายไปบ้านโป่ง ตรงไปคือถ้ำค้างคาว) เพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยกแก่งเสี้ยน ให้ขับไปทาง อ.ทองผาภูมิ ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 105–106 จากตัวเมืองกาญจนบุรี 135 กิโลเมตร .ให้ท่านเลี้ยวขวาก็จะพบทางเข้าน้ำพุร้อนหินดาด

หลังจากเที่ยวน้ำพุร้อนหินดาดแล้ว ที่เที่ยวต่อไปของเราคือ การไปดุปูราชินี ครับ ตามสโลแกน ทริปท่องเที่ยวหน้าฝน ในเทศกาล ดูปู เที่ยวพุ ถ่อแพ ที่บ้านห้วยเขย่ง เจ้าหน้าที่บอกว่าช่วงนี้อาจจะเห็นปูได้น้อยหน่อยเพราะอยู่ในช่วงปลายหน้าฝนแล้ว และฝนไม่ตกหนักเท่าที่ควร แต่พวกเราก็เดินดูปูด้วยความสนใจและพยายามถ่ายรูปปูสวยๆ ให้ได้ครับ การเฝ้ารอชมปูนั้นจะต้องไม่ส่งเสียงดังและหลังจากเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อสักพักปูน้อยสีสดสวยขามีสีแดงโคนขากล้ามหนีบxxxงมีสีขาว ส่วนที่xxxงส่วนกลางมีสีน้ำเงินก็เริ่มเดินยักย้ายออกมาทักทายให้เก็บภาพประทับใจ

ผมมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับปูราชินีมาฝากด้วยครับ ปูราชินี หรือ ปูสามสี (ชื่อวิทยาศาสตร์: Thaiphusa sirikit) เป็นปูประเภทหนึ่งพบได้ตามภูเขา ถูกพบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2527 บริเวณจังหวัดนราธิวาส โดย นายสุรพล ดวงแข และว่าที่ ร้อยตรี พิทักษ์ ชิดเครือ ตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยทหารพราน (กองทัพภาคที่ 4) ปูราชินีมีปากและขามีสีแดงและส้ม ก้ามมีสีขาว และxxxงมีสีน้ำเงินอมม่วง เชื่อว่าสามารถเปลี่ยนสีได้เรื่อย ๆ ตามฤดูกาล ตัวเต็มวัยมีขนาดประมาณ 12.5 มิลลิเมตร โดยทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ขออนุญาตใช้ชื่อ สิริกิติ์ เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองครบรอบ 5 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และได้ทรงพระราชทานให้ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ปัจจุบันพบเป็นปูประจำถิ่นในป่าพรุน้ำจืดบริเวณลุ่มน้ำน้อย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ และอุทยานแห่งชาติไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และไม่เคยมีรายงานพบที่อื่นอีกเลย มีสถานภาพเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

หลังจากไปดูปูราชินีกันแล้วเป้าหมายต่อไปของเราคือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติพุหนองปลิง แต่ก่อนจะไปถึงจุดหมายอาจต้องลุ้นเล็ก ๆไปกับเส้นทาง ด้วยสภาพถนนยังคงเป็นถนนดิน การเดินทางจึงต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ รถกระบะที่มีพละกำลังพาลุยกันไปซึ่งในความร่มรื่นของสองข้างไม่เพียงแต่จะได้พบกับความร่มรื่นของสวนยางพารา ยังสามารถพักสายตาเพลิดเพลินไปกับความเขียวขจีของต้นไม้ที่ปกคลุมภูเขา และต้นสักอีกมากมาย เส้นทางศึกษาธรรมชาติพุหนองปลิง ต.ห้วยเขย่ง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี แหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศ “พุ” ระบบนิเวศเฉพาะถิ่น จ.กาญจนบุรี ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของพืช สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุนกัน

เจ้าหน้าที่แนะนำว่า ตลอดเส้นทางกว่า 500 เมตรของสะพานศึกษาธรรมชาติ จะมีป้ายจุดการเรียนรู้ที่จะชี้ชวนให้ได้สังเกต เช่น ไบรโอไฟต์ ที่จะเกาะขึ้นอยู่หนาแน่นบนเปลือกไม้ อาจมีการขึ้นปะปนของเฟิร์นใบบาง ซึ่งเป็นเฟิร์นหายาก และขึ้นเฉพาะในที่มีความชื้นสูงเท่านั้น การสังเกตจะทำให้เห็นความน่าสนใจที่แอบซ่อนอยู่ หรือ รากพูพอน ชี้ชวนให้สังเกตการปรับตัวของพืช ให้สามารถคงลำต้นอยู่บนพื้นที่ชื้นแฉะตลอดเวลาได้ โดยไม่โค่นล้มลงมา นอกจากนี้ยังมีป้ายบอกชื่อพรรณไม้ ทั้งไม้ยืนต้น มอส เฟิร์น กล้วยไม้ ซึ่งมีหลากหลายชนิด บางชนิดก็สามารถพบเห็นได้เกือบตลอดปี เช่น เตยใหญ่ ตังหนใบใหญ่ ชมพู่น้ำ ห้อมช้าง ผักหนาม หรือพวกกล้วยไม้ เช่น เอื้องกาบดอก เอื้องขาไก่ป่า กล้วยไม้กะเรกะร่อน พวกเฟิร์น เช่น กระปรอกหางสิงห์ xxxดแต้ม ว่านหางนกยูง ข้าหลวงหลังลาย เป็นต้น แต่บางชนิดต้องมาชมเฉพาะฤดูกาล เช่น กล้วยไม้ผีเสื้อน้อย เฟิร์นใบบาง และปูราชินี ซึ่งจะมีให้ชมเฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น การติดป้ายตามสะพานเส้นทางศึกษาธรรมชาติพุหนองปลิง จะช่วยให้ผู้เข้าชมได้รับความรู้ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในพุหนองปลิง และช่วยให้เข้าใจระบบนิเวศพุมากยิ่งขึ้น เหมาะกับการเข้าไปศึกษาพรรณไม้ และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับระบบนิเวศ และยังได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ได้ทั้งความรู้และพักผ่อนไปพร้อมๆ กันครับ

หลังจากเที่ยวชมศึกษาธรรมชาติที่พุหนองปลิงแล้ว เราก็ออกผจญภัยกลางสายน้ำที่ลำน้ำห้วยปากคอกกันต่อครับ แต่ก่อนอื่นต้องเติมพลังกันก่อนด้วยอาหารกล่องอีกแล้วครับ ประเภทข้าวราดเเกง ข้าวผัดกระเพราครับ อร่อยใช้ได้เลย คงเพราะหิวด้วยมั้งครับหลังจากอิ่มแล้วก็เริ่มออกผจญภัยกันได้เลยครับ การล่องแก่งชมธรรมชาติสองริมฝั่งน้ำครั้งนี้เป็น การล่องแก่งถ่อแพไม้ไผ่ ที่มีรูปแบบชวนตื่นเต้นสัมผัสได้ถึงความใสเย็นของกระแสน้ำในลำห้วย เรียกได้ว่า ถ้าหวังจะไม่เปียกกับการนั่งแพเห็นทีจะยากเพราะบนแพไม่มีที่นั่งอื่นใด นอกจากจะต้องนั่งลงบนแพไม้แช่น้ำเย็นสบายไปตลอดเส้นทาง และเพื่อความปลอดภัยก่อนล่องแก่งเพลินธรรมชาติจะเริ่มขึ้นก็ต้องใส่สวมเสื้อชูชีพเตรียมพร้อมกันไว้

จากนั้นแพไม้ไผ่จะพา ลัดเลาะล่องไปตามแก่งต่าง ๆ ทั้งในเส้นทางราบเรียบ คดเคี้ยวสร้างความตื่นเต้นประทับใจ อีกทั้งขณะแพล่องไปยังสัมผัสเพลิดเพลินไปกับโขดหิน ก้อนหินกลมเกลี้ยงหลากสีสัน ธรรมชาติริมฝั่งน้ำโดยเส้นทางดังกล่าวมีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาชั่วโมง กว่าๆ ในการล่องแพ ลำห้วยปากคอก ลำน้ำสายใหญ่ที่มีต้นน้ำมาจากป่าประเทศพม่า ปลายน้ำไหลลงสู่เขื่อนเขาแหลม สภาพภูมิประเทศตลอดลำห้วยเป็นเขาสูงป่าทึบ มีโขดหินขนาดใหญ่อยู่เป็นแก่ง เป็นอุปสรรคทางธรรมชาติที่ชวนพิสูจน์ การเดินทาง ผจญภัยในสายน้ำแห่งนี้

หลังจากร่วมกิจกรรมถ่อแพกับสายน้ำเย็นชุมฉ่ำจนเปียกปอนจนได้ที่แล้ว ก็กลับเข้าสูที่พัก กลุ่มของเราเลือกที่พักที่ ภูไอยรา รีสอร์ท จากทีผมได้เห็นภูไอยรา รีสอร์ทเป็นรีสอร์ธรรมชาติที่ร่มรื่นมาก ห้องพักก็เป็นแบบธรรมชาติเพราะทำจากไม้ไผ่ทั้งหลัง แม้กระทั่งเตียงนอนแต่ก็มีแบบที่เป็นห้องนอนไม้ผสมปูนดูแข็งแรงและกลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ ครับ

ภูไอยรา รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทสไตล์ธรรมชาติที่รายล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำ ที่บ้านห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและกิจกรรมที่ท้าทาย ท่ามกลางกิ่นไอและความท้าทายของธรรมชาติ

ห้องพักมี 2 แบบคือ 1. บ้านไม้ไผ่ บ้านเดี่ยวที่ผสมผสานระหว่างบ้านไทยโบราณและบ้านชาวมอญ ประกอบด้วย 1 ห้องนอนสำหรับ 2 ท่าน มีระเบียงหน้าบ้านไว้ให้ชมธรรมชาติทุกหลัง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ทีวี – ดาวเทียม และห้องน้ำในตัว 2. บ้านเชิงเขา บ้านเดี่ยวเชิงเขา 1 ห้องนอนสำหรับ 2 ท่าน มีระเบียงหน้าบ้านไว้ให้ชมธรรมชาติทุกหลัง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ทีวี – ดาวเทียม และห้องน้ำในตัว

ได้ที่พักแล้วต่อไปเราจะดูสิ่งอำนวยความสะดวกในรีสอร์ทกันนครับว่ามีอะไรบ้าง สิ่งอำนวยความสะดวกโดยรวมก็ครบถ้วนทั้งเครื่องปรับอากาศ ทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น ครับและจากรูปที่เห็นห้องอาหารจะอยู่ในมุมสูงมองเห็นวิวสวยๆ ไปไกลสุดลูกหูลูกตา ยิ่งเวลาเช้าๆ จะห็นหมอกลงเยอะมากๆ ทำให้วิวสวยแปลกตาไปอีกแบบครับ กินอิ่มแล้วต่อไปก็ไปทำกิจกรรมกันต่อครับแต่จะมีอะไรบ้างและสนุกสนานขนาดไหนติดตามชมตอนต่อไปครับ

ส่วนอันนี้เป็นแผนที่ ที่ตั้งของภูไอยรารีสอร์ทนะครับ เผื่อท่านใดสนใจ จะได้ไปกันได้สะดวก ไม่หลงทางครับ

หลังจากได้ที่พักที่ภูไอยรา รีสอร์ทแล้ว ผมกับเพื่อนก็ได้ไปเล่นกิจกรรมของทางรีสอร์ท ซึ่งมีให้ร่วมสนุกหลายอย่างครับ และอย่างแรกที่จะนำเสนอคือ กิจกรรม Iyara Flying ( การผจญภัยบนเส้นสลิงค์ ) เท่าที่ได้ลองเล่น กิจกรรมนี้สร้างความตื่นเต้นได้มากๆ เลยครับ โดยเฉพาะฐานที่สูงจากพื้นดินถึง 120-140 เมตร สนุกตื่นเต้นมากๆ ครับ และนี่คือรายละเอียดของกิจกรรม Iyara Flying ครับ

อันนี้เป็นขั้นตอนเตรียมตัวก่อนโหนสลิงครับ ต้องมีการสวมใส่อุปกรณ์ให้ครบรวมทั้งรู้จักอุปกรณ์ต่างๆ และฝึกท่าทางให้ถถูกต้องเพื่อความปลอดภัยเมื่อเล่นกิจกรรมจริงๆ ครับ

และก็มาถึงการเล่นกิจกรรมนี้อย่างจริงจังซะที พร้อมแล้วลุยกันเลยครับ กิจกรรม Iyara Flying คือ การเดินทางท้าทายความสูงด้วยสลิงค์ เพื่อทดสอบความกล้า ท้าทายความกลัว กับ อุปกรณ์ที่ได้มาตราฐานระดับสากลทุกชิ้นที่นิยมใช้กันทั่วโลก พร้อมทีมงานมืออาชีพที่ผ่านการเรียนและฝึกมาอย่างเชี่ยวชาญคอยดูแลคุณอย่างใกล้ชิด และนี่เป็นรายละเอียดของฐานต่างๆ ครับ Zip Line มี 13 ฐาน 1.Flying Fog ( โหนรอกข้ามหุบเขา) 120 เมตร 2 Zig Zag Bridge ( สะพานซิกแซก ) 3.Rope Adventure (สะพานเชือกแนวขวาง) 4.Spider Rope ( เชือกตาข่าย) 5..Rope Adventure (ฉิ่งช้าเชือก) 6. Sky Jumping ( กระโดดหน้าผาด้วยรอก) 7. Flying Fog ( โหนรอกข้ามหุบเขา) 80 เมตร 8.Rope ladder (บันไดลิง ) 9. Flying Fog ( โหนรอกข้ามหุบเขา) 140 เมตร 10.Flying Fog ( โหนรอกข้ามหุบเขา) 120 เมตร 11. Zig Zag Bridge ( สะพานซิกแซก ) 12. Flying Fog ( โหนรอกข้ามหุบเขา) 30 เมตร 13.Tarzan Swing ( กระโดดต้นไม้ ) ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกนะครับ รอติดตามตอนต่อไปครับ

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมอยากจะแนำนำทุกท่านที่มาถึงที่ ภูไอยรารีสอร์ท แล้วจะพลาดไม่ได้คือ การขับรถ ATV คือการท่องเที่ยวในรูปแบบของออฟโรด สำหรับผมได้ลองขับรถ ATV เป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้น และสนุกมาก สำหรับมือใหม่อาจเห็นว่าขับยากแต่จริงๆ ไม่ยากเลยครับเพราะเป็นเกียร์ออโต้ บิดอย่างเดียวก็มันได้แล้วครับ แถมสองข้างทางที่ขับรถผ่านก็เป็นทางธรรมชาติ ต้นไม้ขึ้นเยอะเป็นวิวที่สวยมากครับ และหลายๆ ช่วงก็มีทางดินลูกรังทำให้ขับยากซักนิดแต่ก็เป็นการท้าทายและเพิ่มความสนุกได้เป็นอย่างดีครับ ส่วนรายละเอียดของโปรแกรมขับรถ ATV ก็มีดังนี้ครับ โปรแกรมผจญภัย 1 8.30 น. ฝึกทักษะการขับขี่รถ ATV จากเจ้าหน้าที่ บริเวณรีสอร์ท ฝึกการใช้เกียร์ในการขึ้นและลงจากที่สูงชัน สร้างความคุ้นเคยกับรถ ATV ที่ตัวเองขับเพื่อความปลอดภัย 9.00 น. ออกเดินทางอย่างพร้อมเพรียง เข้าสู่เส้นทางผจญภัยที่ตื่นเต้นเร้าใจ ในสภาพภูมิประเทศตามธรรมชาติอย่างแท้จริง ระหว่างเส้นทางจะผ่านหมู่บ้านชาวกระเหรี่ยง และมอญ ชมสวนยางพาราที่ปลูกบนเขาสูง ดูสภาพป่าที่ยังสมบูรณ์ ขับผ่านลำห้วยและอุปสรรคต่างๆ มากมายให้ตื่นเต้นเร้าใจ ชมถ้ำ 28 ที่อยู่ของค้างคาวกิตติ ค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก เส้นทางช้างป่า และแค้มป์งานวิจัยช้างป่าโดยนักวิจัย ม.มหิดล ชมห้างดูช้างในรูปแบบของนักวิจัยที่เปิดให้นักท่องเที่ยวร่วมชมช้างป่าตอนกลางคืนได้ 13.00 น. กลับถึงภูไอยรารีสอร์ท อย่างสะใจ พร้อมรับประทานอาหารกลางวัน ณ เรือนรัตนาภรณ์ ภูไอยรารีสอร์ท * มีบริการจำนวน 2 รอบ/วัน เริ่มรอบเช้าเวลา 8.30 น. และรอบบ่ายเวลา 13.30 น. * ยังมีโปรแกรมอื่นๆ ให้เลือกอีกนะครับ สอบถามรายละเอียดได้ที่รีสอร์ทครับผม

หลังจากสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมใว้แล้ว ผมกับเพื่อนก็รับประทานอาหารค่ำ และทางรีสอร์ทได้จัดเตรียมการแสดงใว้ให้พวกเราได้รับชมกันโดยการแสดงมีดังนี้ มอญรำ นาฏศิลป์ชั้นสูงของชาวมอญ เด็กผู้หญิงชาวมอญทุกคนจะต้องเรียนการรำนี้ ใช้แสดงในงานสำคัญๆ เช่น ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือรำหน้าศพ ซึ่งชาวมอญถือว่าเป็นการส่งผู้วายชนม์ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องโศกเศร้าแต่อย่างใด (อ้างอิง http://www.monstudies.com)

อีกการแสดงคือ เด็กน้อยชาวกะเหรี่ยง ในบทเพลงที่เศร้าซึ้ง...โหยหา สะกดผู้ฟังให้นิ่งเงียบ จนน้ำตาซึม เมื่อทราบความหมายของเนื้อเพลง "หนูอยากเห็นหน้าพ่อแม่สักครั้ง" เพราะเด็กน้อยคนนี้ ดวงตามองไม่เห็น มาตั้งแต่กำเนิดครับ

หลังจากรับชมการแสดงแล้ว สิ่งสุดท้ายที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมใว้ให้พวกเราคือ พิธีบายศรีสู่ขวัญ โดยวิธีการคือ ผู้ใหญ่บ้านจะสวดมนต์เพื่อทำพิธีและจะมีการผูกสายสิญจน์โดยผู้เฒ่า ผู้แก่ในหมู่บ้านที่ข้อมือของแขกผู้มาเยือน พร้อมกล่าวคำอวยพร ซึ่งเป็นประเพณีเพื่อความเป็นศิริมงคล แก่พวกเราชาวคณะก่อนจะเดินทางกลับบ้านในวันรุ่งขึ้นโดยสวัสดิภาพครับ

ปิดท้ายด้วยวิวสวยๆ ที่ถ่ายจากภูไอยรา ริเวณรอบๆ รีสอร์ท ยามเช้าครับ

ผู้แต่ง
“ haikung ”

ช่างภาพ
“ haikung ”