บทความ
แม่ฮ่องสอน...ฉันรักเธอ

แม่ฮ่องสอน

2011-06-28 19:58:34


ฤดูหนาวกำลังจะมาเยือนกันอีกครั้งหนึ่ง หวนให้นึกถึงการเดินทางแต่หนหลังที่ยังประทับใจอยู่ในความทรงจำดีๆ การสะพายเป้ออกเที่ยวในแต่ละครั้งได้เรียนรู้อะไรมากมาย การเดินทาง สองข้างถนน ผู้คนที่พบเจอ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆและเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต . . . . . ทริปนี้เกิดขึ้นเมื่อปีกว่ามาแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่การออกไปแบ็คแพ๊คครั้งแรกแต่กลับเป็นความประทับใจที่สุดของการเดินทาง ระยะทางมากกว่า 1,864 โค้ง ของเส้นทาง 1095 และอีกเป็นร้อยโค้งบนเส้นทางสายรอง ถึงร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด แต่จิตใจก็เป็นสุขที่ได้ออกไปเห็นว่า โลกนี้ยังมีสิ่งสวยงามรอให้เราไปค้นพบอีกมาก

เริ่มต้นการเดินทางกันที่หมอชิต ด้วยรถทัวร์กรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน ของสมบัติทัวร์ บ่ายสามโมงคือเวลาล้อหมุนจุดเริ่มต้นของการผจญภัย ระยะแรกก็ตื่นตาตื่นใจกับวิวตามข้างทาง แต่สุดท้ายต้องยอมแพ้การทำงานของสายตา เพราะมันบอกว่าอยากพักผ่อนเต็มทน . . . . ตื่นมาอีกทีถึงนครสวรรค์แล้วนี่หว่า ประจวบกับเวลาพลบค่ำพอดี ท้องจึงเริ่มหิวแต่ก็ได้อาหารว่างและเครื่องดื่มที่เค้าแจกบนรถแก้ขัดกันไปก่อน สุดท้ายมาแวะพักรถและทานอาหารค่ำกันที่ “ครัวต้นกำแพง” จ.กำแพงเพชร สามสิบนาทีต่อมาการเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ตื่นๆหลับๆไปตลอดทาง พยายามบอกตัวเองว่า “หลับต่อเหอะ ถ้าไม่หลับจะทรมานมากกว่านี้” ก็เพราะการเดินทางสายนี้ต้องใช้ระยะเวลาวิ่งรถถึง 15 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว ในชีวิตไม่เคยได้นั่งรถไกลขนาดนี้ . . . . รถวิ่งเข้า จ. ตาก เส้นทางเริ่มมีโค้งมากขึ้น ในที่สุดก็ข่มตาหลับจนได้ มาตื่นอีกทีตรงดอยเต่า เพราะชายหนุ่มที่นั่งมาข้างๆลงจุดนี้ ได้นั่งคนเดียวแล้ว สบายดีจัง แหงนหน้ามองฟ้าในคืนเดือนมืด บวกกับสองข้างทางเป็นป่าเขา ไฟทางก็ไม่ค่อยมี จึงทำให้เห็นแสงดาวพรายอยู่เต็มฟ้า นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เห็นภาพสวยๆแบบนี้ อยู่กรุงเทพฯมีแต่แสงไฟแทนที่แสงดาว . . . . หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้สึกตัวตอนรถเริ่มเปิดไฟ ใกล้ถึงแล้วสินะ หันไปมองเพื่อนสาวอีกสองคนที่ร่วมทางมาด้วย ก็เพิ่งจะงัวเงียตื่นขึ้นมาเช่นกัน ตอนนี้ตีสี่ครึ่งแล้ว อากาศบนรถเย็นลงมากมาย แต่ไม่ใช่เพราะเครื่องปรับอากาศเพียงอย่างเดียวหรอก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอากาศอันแสนเย็นจากภายนอกรถด้วย และแล้วการเดินทางอันแสนยาวนานก็สิ้นสุดลง เมื่อรถเข้าจอดเทียบที่ชานชาลาขนส่งแม่ฮ่องสอนในเวลาตีห้านิดๆ . . . . ทันทีที่ก้าวลงจากรถ ร่างกายสัมผัสได้ถึงสายลมอันหนาวเหน็บ รับสัมภาระจากใต้ท้องรถมาวางยังที่นั่งในชานชาลา รีบเปิดกระเป๋ารื้อเอาเสื้อหนาวที่นำมาออกมาสวมใส่ทันใด

ผู้โดยสารที่ร่วมทางมาด้วยต่างทยอยเดินทางออกจากสถานีไปยังจุดหมายปลายทางของแต่ละคน บ้างเป็นคนท้องถิ่นที่กลับมาบ้าน มีญาติพี่น้องเอารถมารอรับ บ้างเป็นนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราก็รอเพื่อนหรือคนรู้จักมารับเช่นกัน ส่วนเราสามคนต้องหาที่นั่งในมุมอับหลบลมหนาวกันต่อไป รอเวลาให้ฟ้าสว่างเพื่อโทรให้รถสองแถวที่จ้างไว้มารับเสียที

กว่าจะผลัดกันไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟันครบทุกคน ฟ้าก็สว่างพอดี ออกมายืนริมชานชาลาด้านหลัง มองออกไปเห็นสายหมอกลอยตัดภูเขาเบื้องหน้า แสงแดดแรกของวันสาดส่องกระท่อมน้อยกลางนาหอมกระเทียมของชาวบ้าน รอยยิ้มในหัวใจเริ่มขยายใหญ่ขึ้น บอกกับตัวเองว่า “นี่แค่เพียงน้ำจิ้มเท่านั้น”

เวลาเจ็ดโมงกว่าๆ พาหนะที่นัดไว้มาจอดเทียบที่ชานชาลา สองแถวสีเหลืองสดคันนี้แหละจะพาเราเที่ยวในเช้านี้และส่งเรายังปลายทางของวันคือ ปางอุ๋ง . . . . คนขับเป็นเด็กหนุ่มวัยสะรุ่น พูดไทยไม่ค่อยชัด แต่ขับรถได้ใจมากๆ ส่วนเด็กท้ายรถที่จริงคือคนคุมรถนั่นแหละ เป็นหญิงสาววัยกลางคน ท่าทางเจ๊แกคล่องแคล่วและพูดเก่งอีกด้วย หลังจากสัมภาระของพวกเราถูกจับไปมัดรวมกันด้วยเชือกอย่างแน่นหนาบนหลังคารถแล้ว พี่สาวที่คุมรถก็บอกให้พาตัวเองขึ้นรถกันได้แล้ว . . . . จุดหมายแรกที่เราจะไปเที่ยวกันคือ วัดพระธาตุดอยกองมู

รถสองแถวไปส่งเราลงหน้าวัดแล้วนัดแนะเวลามารับกลับ กะเวลาอีกชั่วโมงนึงมารอที่เดิม จากนั้นรถก็หันหัวกลับลงดอยไปพร้อมสัมภาระของเราสามคนติดไปด้วยบนหลังคารถ เหลือแต่ตัวกะกระเป๋าใบเล็กใส่ของมีค่าเดินกันตัวปลิวเข้าไปไหว้พระ

วัดพระธาตุดอยกองมู ตั้งอยู่บนดอยกองมูที่ความสูง 1,300 ม. เป็นครั้งแรกที่ได้มาเห็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบไทยใหญ่กึ่งพม่าเช่นนี้ เดินเข้าไปซื้อดอกไม้ธูปเทียน แล้วเดินภาวนาครบสามรอบเจดีย์ เวลานี้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางหายไปแล้ว เหลือเพียงความสุขใจเข้ามาแทนที่

จุดชมวิวเมืองแม่ฮ่องสอนจากลานกว้างบนวัด ทำเรายืนยิ้มท้าลมหนาวอย่างมีความสุข เป็นครั้งแรกที่ได้มาเห็นสายหมอกปกคลุมเมืองสวยเบื้องล่าง แสงอาทิตย์ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ความอบอุ่นใจมีมากกว่าและคงจะเป็นอีกยาวนานในความทรงจำ

เบื้องล่างคือตัวเมืองแม่ฮ่องสอน มองเห็นสนามบินเลือนลางผ่านสายหมอกหนาว

ภูเขาลูกโตตั้งตระหง่านวางตัวซ้อนกันไปซ้อนกันมาอย่างน่าค้นหา ยังความสงสัยเข้ามาในห้วงความคิดว่าหลังเขาลูกนั้นมีอะไรซ่อนอยู่นะ แล้วลูกถัดๆไปล่ะมีอะไร

ช่วงเวลาสวยสงบบนดอยสูงช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว รถสองแถวคันเดิมมาจอดรับเราลงจากดอยไปยังจุดหมายต่อมา วัดจองกลางและวัดจองคำ . . . . เช่นเดิมรถจอดส่งเราที่หน้าวัดและขับออกไปตามทาง แต่คราวนี้เรานัดเจอกับรถอีกทีที่ท่ารถเข้าปางอุ๋ง หน้าตลาดสายหยุดตอนบ่ายสามโมง

รถวิ่งหายลับสายตาไปแล้วตอนที่เราทั้งสามเดินเข้าประตูวัด ตอนแรกก็สงสัยกันว่าไหนคือวัดจองกลาง ไหนคือวัดจองคำ ด้วยทั้งสองวัดมีพื้นที่ติดกัน สามารถเดินถึงกันได้ เหมือนเป็นวัดเดียวกัน และแล้วก็ได้จุดที่สังเกตง่ายๆเลย คือให้ยืนหันหลังให้หนองจองคำหันหน้าเข้าหาวัด วัดที่อยู่ซ้ายมือจะเป็นวัดจองคำ ส่วนขวามือจะเป็นวัดจองกลาง สองวัดนี้สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบไทยใหญ่ทั้งคู่ . . . . รูปด้านบนคือวัดจองกลาง มองเลยไปบนดอยสูงด้านหลังนั่นก็คือ วัดพระธาตุดอยกองมู

เดินมาฝั่งวัดจองคำ เข้ามาในวิหารเพื่อสักการะหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ และเดินสำรวจโดยรอบกันสักพัก ก่อนพากันเดินออกมาหน้าวัดหันซ้ายแลขวาจะไปทางไหนดีหว่า ไปทางซ้ายก่อนแล้วกัน พากันมานั่งเขียนโปสการ์ดที่ซื้อมาจากวัดพระธาตุดอยกองมู ณ ศาลาริมน้ำหนองจองคำ เขียนไปนั่งทอดอารมณ์กันไปพักใหญ่ คราวนี้ก็ต้องเอาโปสการ์ดไปส่งที่ทำการไปรษณีย์ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก แต่กว่าจะหาเจอก็เดินวนอ้อมไปมาหลายรอบ

ระหว่างนั้นเดินผ่านร้านอาหารร้านนึงก็สะดุดตากับเจ้าพวงแสดพุ่มนี้เข้าอย่างจัง ช่างสวยสะดุดตาซะเหลือเกิน ตามบ้านเรือนแถวนี้เห็นปลูกไว้หน้าบ้านกันหลายบ้าน สีแสดสมชื่อของมันเห็นแล้วรู้สึกสดใสไปด้วย

และแล้วก็หาที่ทำการไปรษณีย์แม่ฮ่องสอนจนเจอ จัดการส่งมันลงตู้สีแดงด้านหน้า “ไว้เจอกันที่กรุงเทพฯนะ” เพราะนอกจากส่งให้เพื่อนๆแล้วยังส่งถึงตัวเองด้วย

จบภารกิจแล้ว ก็ออกเดินกันต่อ ไปตามหาร้านกาแฟร้านนึง ที่เคยเห็นแต่ภาพในอินเตอร์เน็ตพร้อมคำบอกเล่าจากในนั้นว่าช่างน่าประทับใจซะมากมาย ก็เล่นเดินจนเหงื่อตกเหมือนกัน และแล้วเราก็ตามหามันจนเจอ “ร้านกาแฟ Coffee Morning”

ตอนนั้นแปดโมงเช้าได้ ร้านเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ลูกค้ายังไม่มีมานั่ง มีแต่ขาจรที่จอดรถลงมาซื้อกาแฟกลับไปบ้างนานๆครั้ง ดีแล้วเงียบๆอย่างนี้แหละดีเราชอบ . . . . ให้เพื่อนสั่งเครื่องดื่มให้เป็นกาแฟเย็นรสชาติกลางๆ ไม่ได้บอกว่าอร่อยที่สุด แต่กลับประทับใจในส่วนอื่นมากกว่า ตัวร้านเป็นบ้านไม้สองชั้น ด้านล่างเป็นร้านกาแฟ พร้อมมีหนังสือดีๆให้หยิบอ่านได้ และมุมนั่งเล่นหลายมุม บรรยากาศเงียบๆ นานๆมีรถวิ่งผ่านไปมาที พร้อมเสียงเพลงของค่ายเบเกอรี่มิวสิค ที่เปิดคลอมาเบาๆ ทุกอย่างมันช่างลงตัวเสียเหลือเกิน

ตอนนั้นแปดโมงเช้าได้ ร้านเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ลูกค้ายังไม่มีมานั่ง มีแต่ขาจรที่จอดรถลงมาซื้อกาแฟกลับไปบ้างนานๆครั้ง ดีแล้วเงียบๆอย่างนี้แหละดีเราชอบ . . . . ให้เพื่อนสั่งเครื่องดื่มให้เป็นกาแฟเย็นรสชาติกลางๆ ไม่ได้บอกว่าอร่อยที่สุด แต่กลับประทับใจในส่วนอื่นมากกว่า ตัวร้านเป็นบ้านไม้สองชั้น ด้านล่างเป็นร้านกาแฟ พร้อมมีหนังสือดีๆให้หยิบอ่านได้ และมุมนั่งเล่นหลายมุม บรรยากาศเงียบๆ นานๆมีรถวิ่งผ่านไปมาที พร้อมเสียงเพลงของค่ายเบเกอรี่มิวสิค ที่เปิดคลอมาเบาๆ ทุกอย่างมันช่างลงตัวเสียเหลือเกิน . . . เราสามคนใช้เวลาอยู่ที่นี่นานมาก เพราะจะรอเวลาขึ้นรถเข้าปางอุ๋งในตอนบ่ายเลย ระหว่างนั้นแบตฯกล้องถ่ายรูปจะหมด พี่ที่ร้านก็ใจดีให้ใช้ปลั๊กที่ร้านชาร์จได้ นั่งเล่นกันจนบ่ายถึงเวลาต้องลาจากร้านอันแสนน่ารักนี้แล้ว

พากันเดินไปที่ตลาดสายหยุดซึ่งอยู่ไม่ไกล แวะซื้อถุงมือกันคนละคู่ในตลาด เพราะเข้าใจแล้วว่าอากาศหนาวมากมันเป็นยังไง เดาได้ว่าปางอุ๋งจะต้องหนาวเย็นกว่านี้แน่นอน เตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่า . . . . จากนั้นหาข้าวกลางวันกินกันในตลาด ง่ายๆเป็นอาหารจานเดียว กินไปสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวไป แม่ค้าชาวไทยใหญ่พูดจาภาษาถิ่นหัวเราะกันไปมา สัมผัสได้ถึงความสุขเล็กๆของคนในท้องถิ่นนี้ . . . . บ่ายสามโมงตรงได้เวลาไปขึ้นรถคันเดิมที่จอดรออยู่หน้าตลาด บนรถมีเราสามคนกับนักท่องเที่ยวอย่างเราอีกสี่ห้าคน นอกนั้นเป็นชาวเขาท้องถิ่นแถวปางอุ๋ง ที่ติดรถมาซื้อของในตลาดช่วงเช้าและจะกลับขึ้นไปในช่วงบ่าย พอบ่ายสามโมงครึ่งรถก็ออกจากตลาด มาจอดอีกทีหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง รับเด็กนักเรียนขึ้นมาจนเต็มแน่นรถ พวกเด็กผู้ชายที่โตๆหน่อยก็ยืนโหนกันไปอยู่ท้ายรถ เราเอาเด็กผู้หญิงวัยประถมคนนึงมานั่งตักด้วย ความรู้สึกตอนนั้นไม่รู้สึกอึดอัด มีแต่ความสนุกสนานจากการมองวิวสวยตลอดข้างทางสลับการพูดคุยหยอกล้อไปมาของเด็กๆบนรถ

ระหว่างทางรถจอดส่งคนลงเป็นระยะๆ จนสุดท้ายเหลือแต่นักท่องเที่ยวที่จะเข้าปางอุ๋งนั่งมองหน้ากันไปมาบนรถ เวลาผ่านไปชั่วโมงเศษๆ เราสามคนก็มาถึงปางอุ๋งจนได้ ก่อนแยกจากกันก็นัดแนะเวลาและจุดรอรถกับพี่สาวที่คุมรถ ว่าพรุ่งนี้เจอกันตรงนี้นะ 11 โมงตรง แล้วก็เดินไปติดต่อรับกุญแจบ้านพัก ณ ที่ทำการรวมไทยเกสท์เฮ้าส์

เข้าบ้านพัก เก็บข้าวของล้างหน้าล้างตา แต่ความอ่อนล้าไม่อาจเอาชนะความอยากรู้อยากเห็นกับสิ่งสวยงามภายนอก เลยรีบออกมาเดินสำรวจเก็บบรรยากาศยามเย็นของปางอุ๋งกัน

ถึงช่วงเวลาที่ไปจะไม่ใช่หน้าเทศกาลหรือวันหยุดยาว แต่ก็เป็นปลายฤดูหนาวที่ยังคงมีนักท่องเที่ยวมาเยือนปางอุ๋งอย่างไม่ขาดสาย

มองไปเห็นมีเต้นท์กางอยู่นับสิบหลังได้ ถ้าคราวหน้ามีโอกาสมาเยือนอีกก็อยากลองนอนในเต้นท์ดูบ้าง

เดินย้อนขึ้นมาบริเวณสันเขื่อน มองทิวสนสีเขียว ไม้เด่นบนเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,000 ม.ขึ้นไป ตัดกับผืนน้ำสงบนิ่ง เห็นแล้วอยากนั่งมองนานๆ

คนที่ไปเป็นคู่คงจะมีความสุขมากๆที่ได้มาเยือน

บางคนมาเพียงลำพัง เพื่อค้นหาตัวตน หรือพักผ่อนใจก็สุดแท้จะคาดเดา ส่วนเราถึงจะมากับเพื่อนแต่มันก็สนุกเฮฮาต่างกันอีกแบบ

แค่ห้าโมงเย็นเท่านั้น บรรยากาศโดยรอบเริ่มค่ำ แสงตะวันลับหายไปด้านหลังเขา อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็ว เก็บภาพความประทับใจไว้แค่นี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เรามาเจอกันแต่เช้านะปางอุ๋ง . . . . รีบเข้าบ้านพักไปอาบน้ำ เพียงขันแรกที่ราดลงตัวแทบสะบั้น แต่ยังไงก็ต้องอาบ มอมแมมกันมาทั้งวัน ไหนจะฝุ่นควันระหว่างทางอีกล่ะ ที่สำคัญเลยคือ คำนวณกันเอาไว้แล้วว่าอาบตอนนี้น่าจะหนาวน้อยกว่าอาบตอนเช้าว่ามั๊ย คงพอจะเดากันได้ใช่มั๊ยว่าเช้าวันต่อมาพวกเราอาบน้ำกันหรือไม่

เช้าวันต่อมาแทบไม่อยากเอาตัวเองออกจากผ้าห่มเลย อะไรจะหนาวขนาดนี้เกิดมาเพิ่งเคยเจอความหนาวอย่างสุดๆก็ตอนนี้แหละ ฝืนใจล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า ออกมารับความหนาวเย็นยิ่งกว่าจากภายนอก

เพื่อนบ้านและเต้นท์บริเวณใกล้เคียงเริ่มตื่นกันแล้ว บ้างทยอยออกมาถือกล้องเตรียมเก็บภาพความงามกันตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่มาทำงาน พอลงมาจากบ้านพัก มายืนปากสั่นกันริมอ่าง ทั้งหนาวและทั้งตะลึงกับความงามตรงหน้า นี่น่ะเหรอปางอุ๋งที่ใครๆก็ดั้งด้นมา ไม่ว่ามันจะไกลและลำบากแค่ไหน หากเทียบกับความงามตรงหน้า ต่อให้ลำบากกว่านี้ก็จะมา

พากันเดินเลียบไปตามริมอ่าง นักท่องเที่ยวดูหนาตากว่าที่เห็นเมื่อวาน เพราะบางกลุ่มเหมารถตู้มากันแต่เช้ามืด เลยทำให้เช้านี้ที่นี่ดูครึกครื้นเสียเหลือเกิน

ได้ยินผู้ชายที่เดินสวนไปคุยกันว่า เช้านี้อุณหภูมิ 9 องศา มิน่าล่ะขนาดพูดออกมายังเป็นไอเลย

ดวงอาทิตย์เริ่มทำงานแล้ว

แสงสีทองตกกระทบม่านหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือสายน้ำ เหมือนเมืองในฝันจริงๆ

บางคู่เลือกที่จะนั่งแพออกไปให้ได้สัมผัสไอหมอกใกล้ชิดขึ้น และได้มาซึ่งมุมมองการถ่ายภาพที่ไม่เหมือนใคร

แสงแดดเริ่มแรงขึ้น แต่ความหนาวคลายลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในบางช่วงเวลากลับลืมไปซะด้วยซ้ำว่าหนาวซะขนาดไหน เพราะเพลินใจกับความสวยงามตรงหน้า

พวกเราพากันเดินเลาะริมอ่างเก็บภาพกันไปเรื่อยๆ บางมุมก็ต้องรอจังหวะดีๆปลอดคนถึงจะได้ภาพตามที่ต้องการ แต่การรอคอยไม่ได้ทำให้เบื่อหรือท้อใจ เพราะหากเทียบกับภาพที่จะได้มามันคุ้มค่าเสียยิ่งกว่า

เดินมาหยุดอยู่แค่มุมนี้ ไม่ได้เดินต่อไปตามเส้นทางข้างหน้า เพราะตอนแรกหาทางอ้อมไปตรงถนนเส้นนั้นไม่เจอ มารู้อีกทีเห็นมีคนเดินอ้อมไปหลังแนวสนมีทางเดินตัดไปถนนเส้นดังกล่าว

เลยได้แต่ยืนเก็บภาพความประทับใจกันแค่ตรงนี้ ด้านหลังเป็นบริเวณที่กางเต้นท์ซึ่งตอนนี้เจ้าของเต้นท์บางหลังเริ่มทยอยเก็บข้าวของกลับกันแล้ว

ยืนเก็บภาพกันอยู่พักใหญ่ก็พากันเดินย้อนกลับมาทางเดิม เป็นเวลาเกือบเก้าโมงได้ สายหมอกที่ลอยเหนือผืนน้ำในตอนเช้าเริ่มบางลงด้วยความแรงของแสงแดด

ในเวลานี้เหลือนักท่องเที่ยวอยู่ในบริเวณนี้ไม่กี่คน ส่วนใหญ่เริ่มทยอยกลับออกไปกันแล้ว

ถึงเวลานี้สายหมอกจะหายไปหมดแล้ว แต่ความงามของปางอุ๋งก็ยังมีอยู่

หลายคนเปรียบเทียบว่าปางอุ๋งงามเหมือนสวิสเซอร์แลนด์เมืองไทยบ้าง เป็นนิวซีแลนด์เมืองไทยบ้าง แต่สำหรับเราปางอุ๋งก็คือปางอุ๋ง ไม่สามารถเอาความงามไปเปรียบกับที่ใดได้ แต่เข้าใจนะว่าที่ต้องเอาไปเปรียบเทียบ ก็เพื่อให้คนได้มองภาพออกว่ามันสวยงามแบบไหน คล้ายกับสถานที่ใด

ศาลาริมน้ำเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของที่นี่ ตอนที่เราไปมันยังอยู่ ถึงแม้จะมีสภาพไม่ค่อยแข็งแรงแล้วก็ตาม ไม่แน่ใจว่า ณ ปัจจุบันนี้มันยังอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ รึว่าเค้าซ่อมแซมให้กลับมาแข็งแรงหรือยัง

เดินย้อนมาบริเวณสันเขื่อนกันอีกครั้ง หลังจากเดินมาสำรวจกันแล้วตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น

ความงามของปางอุ๋งจากปากต่อปากยังรวมถึง ภาพของทิวสนริมผืนน้ำอันสงบนิ่ง ก่อเกิดภาพสะท้อนเหนือผิวน้ำดั่งกระจกเงา

บางทีก็นึกอยากจะรู้เหมือนกันว่า ลึกเข้าไปบนสายน้ำที่ทอดตัวนั้นมันไปสิ้นสุด ณ ที่ไหน หลังแนวสนนั้นมีอะไร ใครรู้ช่วยบอกที

ตอนนี้ปางอุ๋งเหมือนเป็นของเราสามคน มองไปเห็นนักท่องเที่ยวอยู่อีกไม่ถึงสิบคนในบริเวณนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ทุกเวลาก็ดีน่ะสิ แต่คงเป็นไปไม่ได้

ชาวบ้านที่นี่เค้าเลี้ยงม้ากันด้วย ในตอนเช้าและเย็นจะพามันออกมากินหญ้าบริเวณสันเขื่อน

ฝายระบายน้ำจากอ่างสู่พื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้าน

ปิดท้ายความประทับใจที่ปางอุ๋งกันด้วยภาพนี้ สำหรับเราเวลาสองวันหนึ่งคืนกับที่นี่มันยังน้อยไป ถ้ามีโอกาสมาอีกจะอยู่สักสองคืนเลย . . . . เข้าไปเก็บกระเป๋าและคืนกุญแจบ้านพัก จากนั้นออกมารอรถสองแถว ณ จุดเดิมคือด้านหลังรวมไทยเกสท์เฮ้าท์ 11 โมง รถมาตรงเวลาดีนะ เอาสัมภาระขึ้นรถและมุ่งหน้าสู่เมืองแม่ฮ่องสอน . . . . รถมาส่งพวกเราที่บขส. ตอนแรกกะจะนั่งรถตู้ของเปรมประชา แต่ยังไม่ได้เวลาออกต้องรออีกนาน เลยตัดสินใจนั่งรถเมล์ส้มแทน ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ อาจจะถึงช้าหน่อย เพราะขับหวานเย็นซะเหลือเกินและจอดทุกที่ที่มีผู้โดยสารโบก แต่ก็ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตการเดินทางของคนท้องถิ่น ซึ่งถ้านั่งรถตู้หรือมารถส่วนตัวคงหมดสิทธิ์ได้สัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ . . . . รถวิ่งมาจอดพักที่ตลาดปางมะผ้าราวครึ่งชั่วโมง จากนั้นยิงยาวเข้าปาย กว่าจะถึงปายก็สี่โมงเย็นได้

ลงจากรถก็หิ้วกระเป๋ามาเช่ามอเตอร์ไซต์ กว่าจะได้รถก็รอนานพอสมควร ที่ปายคนเยอะมากรถเลยไม่พอให้เช่า ต้องรอคนที่เช่าก่อนหน้านี้เอารถมาคืนถึงจะได้สิทธิ์เช่าต่อ

ตกเย็นก็ขี่มอเตอร์ไซต์ไปไหว้พระและชมพระอาทิตย์ตกลับหลังเขาที่วัดพระธาตุแม่เย็น

เป็นครั้งแรกที่ได้มานั่งดูพระอาทิตย์ตก อย่างเป็นจริงเป็นจัง

ถนนคนเดินปายในวันนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก หนึ่งปีก่อนหน้านี้เราเคยแบ็คแพ๊คมาที่นี่แล้ว ชั่วระยะเวลาต่างกันแค่ปีเดียว แต่ที่นี่ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก มีร้านค้าใหม่ๆผุดขึ้นมากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นคนเมืองทั้งนั้นที่มาลงทุนที่นี่

และก็เหมือนกัน ที่มาเดินเบียดกันอยู่ที่นี่กว่าครึ่งก็รอนแรมมาจากเมืองหลวงด้วยเหตุผลต่างๆกัน บ้างมาเพื่อพักผ่อนกาย ใจ บ้างมาเพราะตามกระแส บ้างมาเพราะคนใกล้ชิดลากมา และมาเพราะรีบมาให้ได้เห็น ก่อนที่ปายจะเปลี่ยนไปจนไม่อยากมา

ไม่ว่าปายจะเปลี่ยนไปสักเท่าไร แต่ก็ยังคงคอนเซ็ปท์ “เมืองแห่งโปสการ์ด” เช่นเดิม

บางคนมาปายเพื่ออยากมาเดินเอาบรรยากาศชิวๆที่ถนนคนเดินยามค่ำคืน

มาเยือนปายคราวนี้ ไม่มีของที่ระลึกติดมือกลับไปนอกจากโปสการ์ดเพียงไม่กี่ใบ

บางร้านสินค้าเป็นงานแฮนด์เมด เดินดูก็เพลินตาดี

การแสดงของน้องหนูในโรงเรียนละแวกนี้ เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเราไปยืนดูเค้านานพอสมควร

เช้าวันนั้นอากาศที่ปายหนาวมาก อุณหภูมิไม่น่าเกินเลขตัวเดียว สายน้ำปายมีหมอกลอยเคลียไม่ต่างจากปางอุ๋ง เวลาพูดก็มีไอออกมาจากปากและจมูกเช่นกัน

พอแดดเริ่มแรง สายหมอกจางหายไป พากันเดินข้ามสะพานไม้ไปใส่บาตรและเดินเล่นกันที่กาดเช้า

สายน้ำปายในวันนี้ยังเหมือนเดิม เพียงแต่บริเวณสองฝั่งตลอดเส้นทางกลับเต็มไปด้วยรีสอร์ทและเกสท์เฮ้าส์ที่ผุดกันขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

แค่ขับรถออกมาจากถนนคนเดินเพียงหนึ่งกิโลเมตร ก็พบกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนปาย สังคมเมืองกับสังคมชนบทxxxงกันแค่ไม่กี่ก้าวเดิน

แวะมารำลึกสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย แต่สิ่งที่สะดุดตามากกว่านั้นกลับเป็นทิวทัศน์ของสายน้ำและทิวเขาเบื้องหน้า เลยเลือกเก็บภาพเอาไว้ในความทรงจำ แทนสะพานเหล็กที่มีแต่คนแย่งมุมกันถ่ายภาพ

อีกที่ที่คุ้นเคยของการมาเยือนปายคงไม่พ้นบ้านสีเหลืองหลังนี้ กาลเวลาผ่านไปสีสันของบ้านเริ่มจางซีดลง ไม่อยากนับเลยว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา มีกี่พันกี่หมื่นชีวิตที่มาถ่ายภาพกับบ้านงามหลังนี้ ถ้าให้นับจริงคงนับไม่ไหวถอดใจกันก่อน

มุมหนึ่งในร้าน Coffee in love ร้านกาแฟที่เสมือนแลนด์มาร์คหนึ่งของคนมาเยือนปาย

ส่งลาทริปแม่ฮ่องสอนกันด้วยภาพนี้ โปสการ์ดสวยๆ สิ่งระลึกถึงความทรงจำดีๆของการเดินทาง . . . . การเดินทางทริปนี้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆให้เรามากมาย สอนให้รู้จักรักและดูแลตัวเองมากขึ้นยามต้องไกลจากบ้าน ช่วยเหลือดูแลเพื่อนร่วมเดินทางซึ่งร่วมสุขทุกข์ยากไปกับเรา เห็นถึงน้ำใจของคนท้องถิ่น ที่อาจต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม แต่สุดท้ายก็คือคนไทยเหมือนกัน . . . . ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เพียงแค่คุณก้าวออกจากจุดเดิมๆ ที่เป็นอยู่ คุณก็จะพบสิ่งใหม่ๆรอคุณไปเรียนรู้อยู่ตรงหน้าเสมอ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

เห็นแล้วอยากไปบ้างอีกจัง คิดถึง!!!

น่าไปเที่ยวจังค่ะ ไปแล้วจะเจอหมอกสวยๆแบบนั้นรึเปล่านะ

น่าไปเที่ยวจังค่ะ ไปแล้วจะเจอหมอกสวยๆแบบนั้นรึเปล่านะ

อยากกลับไปแม่ฮ่องสอนอีกจัง

เห็นสายหมอกสวยๆแล้ว ชักอยากขึ้นเหนือไปสัมผัสบ้างจังครับ

เห็นสายหมอกสวยๆแล้ว ชักอยากขึ้นเหนือไปสัมผัสบ้างจังครับ

ทดสอบ

ผู้แต่ง
“ Girl Next Door ”

ช่างภาพ
“ Girl Next Door ”