บทความ
เมืองพญานาคแห่งลุ่มน้ำโขง.........หนองคาย

หนองคาย

2017-03-16 19:44:29


สวัสดีครับ ชาว TAT Contact Center ทุกท่าน ."หนองคายนั่นเอง แม้ในเรื่องความเชื่อและปรากฎการณ์ที่กล่าวมานั้นจะเป็นที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนี้ แต่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายๆที่ ที่น่าสนใจ มากมาหลกหลาย และสวยงามจะมีที่ใดบ้างติดตามรีวิวนี้ได้เลยครับ

ที่แรกจะพาไปชมนี้ คือ วัดไทย ตั้งอยู่เลขที่ บ้านจุมพล ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย หนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไปในอำเภอโพนพิสัย วัดนี้เป็นอีกจุดที่ชมบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษาของทุกปี เนื่องด้วยบริเวณวัดจะอยู่ติดริมแม่น้ำโขง สามารถเห็นบั้งไฟได้อย่างชัดเจน

จุดเด่นของวัดนี้เห็นได้ชัดเจนนั่นก็คือ “นาคราชัยยัญ” รูปปั้นพญานาคตัวใหญ่อย่างเห็นได้ชัด โดยมีความสูงประมาณ 19 เมตรซึ่งถือได้ว่าแลนด์มาร์กแห่งเมืองโพนพิสัยก็ว่าได้ นอกจากนั้นยั้งมี “หลวงพ่อใหญ่” พระพุทธรูปปรางนาคปรก 9 เศียรตั้งอยู่ใกล้ๆกัน ให้ผู้ที่มาเยือนมาทำบุญสร้างกุศลกัน

อีกอย่าหนึ่งที่สำคัญของวัดนี้ คือ ถ้ำพญานาคทั้ง 7 ห้องที่เกิดจากนิมิตรภาพฝันของหลวงพ่อเจ้าอาวาส ที่ได้เห็นถ้ำพญานาคแห่งนี้ แล้วนำมาก่อสร้างจำลองแบบภายในถ้ำ โดยมีความเชื่อว่าผู้ใดได้ลอดถ้ำแล้วจะประสบความสำเร็จในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการด้วย ซึ่งเปิดให้ผู้ที่มาเยือนได้เข้าความงามของถ้ำนี้ ไม่มีการเสียค่าเข้าชม แต่เป็นการทำบุญใส่ตูบริจากแล้วแต่ศรัทธา

สมบัติพญานาค หนึ่งในเจ็ดห้องของถ้ำพญานาคแห่งนี้ ที่มีความงดงามอย่างยิ่ง

ที่ต่อไปไม่ไกลจากวัดไทยมากนัก จะพาไปที่ "ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชเมืองโพนพิสัย" ตั้งอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอเมืองโพนพิสัย ซึ่งจะเห็นอาคารพิพิธภัณฑ์อยู่ใกล้กัน ซึ่งอาคารพิพิธภัณฑ์หลังนี้แต่เดิมแล้วเคยเป็นที่ว่าการอำเภอ โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2467 ปัจจุบันที่ว่าการอำเภอโพนพิสัยได้ย้ายไปอาคารหลังใหม่และให้อาคารหลังนี้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองโพนพิสัย ซึ่งได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมโครงการศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ศูนย์นำร่อง ตัวแทนภาคอีสาน เมื่อปี 2556

ภายในได้จัดแสดงเกี่ยวภูมิปัญญาของชาวโพนพิสัย เกี่ยวกับพญานาค และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆท่ได้ถูกค้นพบ รวมไปถึงได้รวบรวมพระราชกรณียกิจต่างๆเมื่อครั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเสด็จเยี่ยมเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี พ.ศ.2509 และ ชื่นชมพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 9 จากแผ่นทองแดง แห่งเดียวในประเทศไทย ผู้ที่สนใจต้องการมาชมสามารถมาชมได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. ซึ่ง ณ ตอนนี้ยังไม่เสียค่าเข้าชมครับ

ระหว่างทางกลับเข้าเมืองหนองคาย ก็เจออีกที่หนึ่งที่สวยงาม นั่นคือ สะพานห้วยหลวงอนุสรณ์ สะพานที่ข้ามคลองหลวงใช้ในการเดินทางสัญจรไปมาระหว่างอำเภอเมืองและอำเภอโพนพิสัย

จุดเด่นของสะพานนี้อยู่ที่ทางด้านตะวันออกของสะพานจะสามารถเห็นปากน้ำคลองหลวงไปบรรจบกับแม่น้ำโขงซึ่งเกิดเป็นแม่น้ำ 2 สีด้วย และไม่ไกลจากนี้ยังสามารถเข้าไปชมศาลหลักเมืองและ ศาลเจ้าปู่ย่าปากห้วยหลวงได้ด้วย

ศาลหลักเมืองโพนพิสัย

ศาลเจ้าปู่ย่าปากห้วยหลวง

ก่อนกลับก็ขอสักการะสิ่งศักดฺืเพื่อให้เดินทางปลอดภัยจึงเดินทางไปที่ วัดมณีโคตร ตั้งอยู่ถนนจุมพล-ทุ่งธาตุ วัดนี้ถือว่าเป็นวัดที่สำคัญของชาวโพนพิสัยมักจะไปกราบสักการะ พระพุทธรูปหลวงพ่อพระเสี่ยง เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองซึ่งมีประวัติมากมายต่ออำเภอโพนพิสัยมาช้านาน ซึ่งในช่วงสงกรานต์ก็จะอัญเชิญหลวงพ่อเสี่ยงมาแห่รอบพระอุโบสถ รวมไปถึงการสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการเริ่มงานสงกรานต์ประจำปีของชาวโพนพิสัยด้วย

เดินทางมาถึงตัวเมืองก็เป็นเวลาเกือบเที่ยง ต้องหาอะไรใส่ท้องเพื่อเติมพลัง เมื่อมาถึงก็ไม่ควรพลาด แดงแหนมเนือง หนึ่งในร้านอาหารเวียดนามขึ้นชื่อของอำเภอเมืองหนองคาย ซึ่งอยู่ที่ถนนริมโขงอยู่ไม่ไกลจากตลาดท่าเสด็จมากนัก มีป้ายชื่อร้านเห็นได้ชัดเจน

บรรยากาศภายในร้านร่มรื่น ที่นั่งริมระบียงใกล้แม่น้ำโขงด้วย มีเมนูอาหารมากมาย ซึ่งอาหารที่ไม่ควรพลาด แหนมเนือง กุ้งพันอ้อย ยำหมูยอ อาหารทุกอย่าง สด สะอาด อร่อย ครับ

แต่ละอย่างน่ากินมากๆครับ

สำหรับใครที่อยากซื้อแหนมเนืองเป็นของฝากก็มีให้บริการด้วยเช่นกัน ถ้าใครที่สนใจจะไปลิ้มลอง สามารถไปกันได้ ร้านจะเปิดทุกวัน เวลา 06.00- 19.30 น.

อิ่มเสร็จก็ลุยกันต่อ........ ว่ากันว่ามาถึงที่ก็ต้องไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองก่อน มาถึงอำเภอเมืองหนองคายก็ต้องมากราบไหว้ที่วัดนี้เลยครับ วัดโพธิ์ชัย หนึ่งในพระอารามหลวงที่สำคัญของชาวหนองคาย ซึ่งวัดตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย ด้านหน้าอุโบสถจะมีศาลาเพื่อใช้จุดธูปเทียนกราบสักการะ และเจดีย์พระธาตุอรหันต์ กว้างขวางร่มรื่นมากเลยครับ

ภายในอุโบสถของวัดเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อพระใส เป็นพระปางมารวิชัยสีทองสุข ตั้งอยู่บนเครื่องบูชา โดยความเชื่อว่าผู้ที่ได้มากราบสักการะขอพรให้มีความสุข ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ก็จะได้สมปรารถนา ดังนั้นใครไปใครมาถึงเมืองหนองคายก็จะต้องแวะมากราบขอพรหลวงพ่อพระใสที่วัดโพธิ์ชัยให้ได้

จากตัวเมืองไปทางอำเภอโพนพิสัยอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะเห็นเทวสถานแห่งหนึ่ง มีรูปปั้นเล็กใหญ่มากมายในพื้นที่อันกว้างใหญ่ มีอาคาร มี 3 ชั้น นามว่า "ศาลาแก้วกู่" หรืออีกชื่อหนึ่ง "วัดแขก" ศาลาแก้วกู่เป็นศาสนสถานอีกแห่งหนึ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วยแรงศรัทธาอันยิ่งใหญ่โดยปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ซึ่งได้สร้างสถานที่แห่งนี้เมื่อราวปี พ.ศ. 2521 ตามความเชื่อว่าหลักคำสอนทุกศาสนา สามารถนำมาผสมผสานได้ ในอาคารศาลาแก้วกู่ มี 3 ชั้น ซึ่งในแต่ละชั้นมีพระพุทธรูปเก่าแก่ต่างๆ แต่ในชั้น 3 นั้นจะมีร่างของปู่บุญเหลือที่ไม่เน่าไม่เปื่อยบรรจุผอบอยู่ด้วย

โดยรอบบริเวณศาลาแก้วกู่จะมี รูปขนาดใหญ่มากมาซึ่งมาจากหลายๆศาสนา มีทั้ง พุทธ ครสต์อิสลาม ฮินดูพราหมณ์ และเรื่องเล่าต่างๆในทางศาสนา

รวมไปถึงความเชื่องต่างๆที่ชาวหนองคาย ซึ่งจากภาพรูปปั้นด้านขาวมีความเชื่อในเรื่องพญานาคด้วย ซึ่งในยุคปัจจุบันเปรียบเทียบกับละครเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง นาคี

ที่ต่อมาเรามาทางริมน้ำโขงในช่วงเย็นแวะมาสักการะพระธาตุขึ้นชื่อของที่นี่ พระธาตุหนองคาย หรือพระธาตุกลางน้ำ หรืออีกชื่อ พระธาตุหล้าหนอง ตั้งอยู่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองหนองคาย หนึ่งในพระธาตุที่สำคัญของชาวหนองคาย เป็นพระธาตุขนาดใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง

แต่เดิมนั้นพระธาตุองค์ก่อนตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ต่อมาพระธาตุนี้เกิดพังเนื่องจากแรงเชี่ยวน้ำได้กัดเซาะตลิ่งทำให้พระธาตุเกิดล้มลง ด้วยแรงศรัทธาและเป็นที่เคารพของชาวหนองคาย จึงได้สร้างพระธาตุองค์จำลองแล้วอัญเชิญพระธาตุเก่าขึ้นมาบรรจุเพื่อต้องการบำรุงรักษาพุทธสถานแห่งนี้ไว้ แต่ยังคงเหลือพระธาตุองค์เก่าให้เราได้เห็น บริเณกลางแม่น้ำโขง เมื่อน้ำลดลงเราจะสามารถเห็นพระธาตุได้ชัดเจน

ด้านล่างของพระธาตุเรายังสามารถทำบุญได้ เพื่อเปป็นสิริมงคลแก่ตนเองเและเป็นการทะนุบำรุงองค์พระธาตุด้วย

วิวแม่น้ำโขงยามเย็น บริเวณหน้าพระธาตุ

เช้าวันต่อมาเราจะเดินทางไปอำเภอสังคม แต่จากออำเภอเมืองไปอำเภอสังคมเราจะต้องผ่านอำเภอท่าบ่อด้วย เราจึงแวะไปกราบสิ่งศักดฺ์สิทธิ์คู่อำเภอท่าบ่อ วัดศรีชมภูองค์ตื้อ ตั้งอยู่บ้านน้ำโมง ตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย หนึ่งในวัดที่ประชาชนทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำโขงนั้นนับถือกันมาก

ภายในวัดกว้างขวางมาก มีที่จอดรถพอสมควร ตอนนี้ทางวัดก็กำลังปรับปรุงสถานที่ ซึ่งผู้ที่จะจุดธุูปเทียนสักการะนั้นต้องจุดด้านนอกนะครับ

มาก สิ่งที่น่าสนใจนั้นอยู่ภายในอุโบสถ ซึ่งก็จะมีพระพุทธรูปปางขัดสมาธิขนาดใหญ่หล่อด้วยทองฝีมือโดยช่างฝ่ายเหนือและช่างล้านช้าง มีนามว่า "หลวงพ่อองค์ตื้อ" โดยคำว่าตื้อนั้นเป็นมาตราวัดโบราณของชาวอีสานมีค่าที่ประมาณไม่ได้ ปัจจุบันมีคนมากราบไหว้สักการะกันเป็นจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวลาว

หลังจากนั้นเดินทางไปอำเภอสังคม ระยะทางโดยประมาณ 60 กม. ซึ่งก่อนเข้าที่พักเราก็แวะชมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจก่อนเรามากันที่น้ำตกธารทองกัน

น้ำตกธารทอง ตั้งอยู่ที่ บ้านผาตั้ง ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม อยู่ภายในสวนรุกขชาติน้ำตกธารทอง ลักษณะน้ำตกนั้นมีธารน้ำไหลไปตามร่องหิน มีแอ่งน้ำบางจุดที่ให้เล่นได้

มีน้ำตกขนาดใหญ่ด้านล่างด้วยซึ่งน้ำจะไหลลงไปสู่แม่น้ำโขง ช่วงที่แนะนำจะเป็นช่วงระหว่างมิถุนายน – พฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่มีน้ำมาก

เดินทางต่อไป วัดผาตากเสื้อ หนึ่งในวัดที่ใครก็อยากจะไป วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตบ้านดงต้อง ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม ซึ่งไม่ไกลจากน้ำตกธารทองมากนัก สามารถเดินทางมาได้โดยง่าย

ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดคือ สกายวอล์กกระจกใสที่แรกของไทย เพื่อให้ขึ้นท้าทายความเสียวและชมวิวแม่น้ำโขงได้ นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นเมืองริมน้ำโขงอย่างอำเภอสังคม แม่น้ำโขงที่ไหลโค้งไปมาอย่างสง่างาม และยังสามารถมองเห็นฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน ซึ่งในช่วงน้ำลดนั้นนักท่องเที่ยวจะสามรถเห็นสันทรายโดยจะคล้ายเกล็ดพญานาค และถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวในตอนเช้า ก็อาจจะเห็นทะเลหมอกได้ด้วยเช่นกัน

ยิ่งในช่วงเย็นก็จะยิ่งสวยงามมาก สกายวอล์กนี้รับน้ำหนักได้ไม่เกิน30-40 คน ซึ่งก่อนขึ้นต้องเปลี่ยนรองเท้าด้วยนะครับ

ภายวัดก็จะมีพระอุโบสถที่สวยงาม ซึ่งภายในอุโบสถก็จะมีพระบรมสารีริกธาตุให้เรากราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองด้วย

ถึงเวลาที่จะเขาที่พักกันแล้ว ซึ่งที่พักในอำเภอสังคมส่วนมากจะเป็นที่พักติดแม่น้ำโขง หนึ่งในที่พักที่นิยมไปกันคือ บ้านไม้ริมโขง@สังคม ซึ่งที่พักนั้นมีความสะดวกสบาย บรรยากาศดี ติดแม่น้ำโขงด้วย

บรรยากาศในห้องพัก

ระเบียห้องพัก เห็นวิวแม่น้ำโขงด้วย

ในตอนกลางคืนถ้าฟ้าโล่ง เราสามารถชมหมู่ดาวมากมายเต็มท้องฟ้า สวยงามเกินคำบรรยายเลยทีเดียว

สถานที่ต่อไปเราจะต้องตื่นเช้ากันพอสมควร เดินทางจากที่พักไปภูห้วยอีสันกัน ระยะทางโดยประมาณ 19 กม. โดยเราต้องเดินทางไปที่วัดแก้วเสด็จชัยมงคลก่อนเพื่อไปจอดรถ และขึ้นรถอีแต๋นจากวัดเพื่อขึ้นไปบนภูห้วยอีสัน ค่าบริการรถอีแต๋นคนละ 60 บาท

ภูห้วยอีสันตั้งอยู่ใน ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม เป็นเนินเขาเล็กๆอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำโขงมาก เป็นจุดชมพระอาทิตย์และทะเลหมอกที่สวยงามซงถือว่าเป็น อันซีนไทยแลนด์ของหนองคายเลยก็ว่าได้

แสงอาทิย์กำลังเริ่มมาแล้ว

แสงมาแล้ว หมอกก็กำลังตามมา ทุกคนในภูห้วยอีสันเริ่มมาดูทะเลหมอกที่สวยงามนี้กัน

Sun & Mist

เมื่อเสร็จสิ้นจาการชมความงามของภูห้วอีสันแล้ว เราก็เตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ แต่ก่อนกลับก็ไปซื้อของติดไม้ติดมือกัน เรากลับมาตัวเมืองอีกครั้ง ไปที่ตลาดท่าเสด็จ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย แหล่งศูนย์รวมสินค้ามากมายจากแถบอินโดจีนและที่อื่นๆ มีทั้งอาหารแห้ง อุปกรณ์ต่างๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า ของซื้อของฝากต่างๆมากมาย โดยจะเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-18.00 น. โดยประมาณ

และทุกๆวันเสาร์ช่วงเย็นๆน้นก็จะมีถนนคนเดินด้ยโดยจะเริ่มเวลาโดยประมาณ 17.00-22.00 น.

สุดท้ายนี้ผมขอลาด้วยภาพสะพานมิตรภาพไทย-ลาวในช่วงเย็น สวยงามเลยทีเดียว เจอกัลใหม่ในรีวิวหน้าครับ สวัสดีครับ

ผู้แต่ง
“ tatpumipart ”

ช่างภาพ
“ tatpumipart ”