บทความ
เที่ยวสงกรานต์ใกล้กรุง: สีสันสงกรานต์ราชบุรี ~ สงกรานต์มอญ สังขละบุรี

กาญจนบุรี

2011-05-31 06:42:19


ปีนีี้้โชคดีมากได้ไปเที่ยวสงกรานต์ 2 จังหวัดใกล้กรุง เพราะห่างหายจากการเล่นน้ำสงกรานต์มาหลายปี ด้วยเพราะการงานและสังขารเลยทำให้มองเทศกาลสงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลหนึ่งเท่านั้น แต่ปีนี้ เมื่อรู้ว่าจะได้ไปเที่ยวสงกรานต์ 2 จังหวัด อันได้แก่ ราชบุรี และกาญจนบุรี โดยเฉพาะสังขละบุรี เป็นเมืองสุดเขตชายแดนที่ใฝ่ฝันว่าสักวันนึง "ฉันต้องไปเยือนให้ได้" และเหมือนฝันที่เป็นจริง... จะได้ไปแล้วสังขละบุรี

เรามาถึงราชบุรีตอนบ่ายๆ เลยแวะที่ "ดี คุ้นส์" (d Kunst) แกลอรี่แห่งแรกกลางเมืองราชบุรี จัดแสดงเกี่ยวกับงานเซรามิกร่วมสมัย และยังเป็นร้านกาแฟอีกด้วย หอศิลป์ร่วมสมัย Tao Hong Tai d Kunst ที่ตั้ง บ้านเลขที่ 323 ถนนวรเดช อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เปิดบริการทุกวันพุธ - วันอาิทิตย์ เวลา 10.00 - 19.00 น. เจ้าของแกลอรี่แห่งนี้ คือ เถ้า ฮง ไถ่.. ซึ่งเป็นผู้นำแห่งการปั้นโอ่งมังกรเจ้าแรกของราชบุรี ได้บูรณะจากบ้านไม้เก่า หรือที่เรียกว่า "บ้านไทยทรงมะนิลา" ให้กลายสภาพมาเป็นหอศิลป์ร่วมสมัยเหมือนปัจจุบัน มุมกาแฟ...

โอ่งมังกรสีสันแปลกตา..

จาก ดี คุ้นส์ (d Kunst) แกลอรี่ เดินเลียบแม่น้ำแม่กลองไปตาม ถ.วรเดช ถนนทั้งสายเป็นสถานที่จัดงาน "สีสันสงกรานต์ราชบุรี" ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีแรก ระหว่างวันที่ 13 - 17 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา

จุดเด่นของ "งานสีสันสงกรานต์ราชบุรี" นั้นคือ การนำวัตถุดิบธรรมชาติพื้นบ้านของจังหวัดราชบุรี มาผสมในน้ำและดินสอพองให้เกิดสีสันต่างๆมากมาย ใช้เป็นแป้งปะหน้า ควบคู่ไปกับการเล่นน้ำสงกรานต์อย่า่งสนุกสนาน

ซึ่งวัีตถุดิบธรรมชาติพื้นบ้านที่นำมาใช้ในการเล่นสงกรานต์ครั้งนี้ ได้แก่ อัญชัญให้สีน้ำเงินม่วง ใบเตยให้สีเขียวอ่อน ใบบัวบกให้สีเขียวเข้ม กระเจี๊ยบแดงให้สีแดงเข้ม และขมิ้นให้สีเหลือง เป็นต้น โอ่งนี้คือ "ขมิ้นผสมน้ำและดินสอพอง"

นอกจากจะได้ความสนุกสนานแล้ว ก็ยังมีสรรพคุณช่วยเรื่องผิวพรรณ ไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ด้วย

มาดูบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ ราชบุรี กันบ้างดีกว่า...

พอเวลาประมาณ 16.00 น. ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี และบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด ได้มาร่วมพิธีเปิดงาน ""สีสันสงกรานต์ราชบุรี" กันอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

จากนั้นเราวันรุ่งขึ้น เราจึงได้เดินทางไปยัง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีกัน... ตอนเที่ยง เราได้แวะทานข้าวกันที่ตัวเมืองกาญฯ ก่อน หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จ จึงได้ออกเดินทางไปสังขละบุรีกัน ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล และคดเคี้ยว เราจึงหลับตลอดทาง ในที่สุด เราก็มาถึงสังขละบุรีตอน 4 โมงเย็น ในที่สุด เราก็มาถึง "ด่านเจดีย์ 3 องค์" ได้เจอกันซะทีนะ

ด่านเจดีย์สามองค์ เขตสิ้นสุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู พระเจดีย์สามองค์นี้เดิมเรียกว่า "หินสามกอง" เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่า ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้านก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศพม่า

หลังจากทานข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าที่พักในตัวเมืองสังขละบุรี คืนนี้เราพักกันที่นี่ "สวนแมกไม้ รีสอร์ท"

วันต่อมา... เวลา 6 โมงเช้า ด้วยความที่ที่พักใกล้กับสะพานมอญมากๆ จึงได้นัดกันจะเดินไปถ่ายรูป เก็บบรรยากาศสะพานมอญตอนเช้าๆ ซึ่งไม่ผิดหวังเลยที่ได้ตื่นมาพบกับหมอกยามเช้า เป็นบรรยากาศที่ไม่ได้เจอมานานมาก และไม่คิดว่าจะได้มาเจอที่นี่ ชอบมากๆเลย

แต่น่าเสียดาย "สะพานมอญ" ที่เคยได้ยินมาว่ามันเก่าและเริ่มผุพัง ตอนนี้ได้ถูกบูรณะด้วยไม้ใหม่กิ๊กเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับสะพานมากยิ่งขึ้น สร้างความปลอดภัยแก่ผู้ใช้สะพานซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี แต่เราก็อดใจหายไม่ได้ที่ความขลังๆของสะพานไม้เก่าได้หมดไป.. สะพานมอญ ที่ได้รับการบูรณะใหม่แล้ว

ขอสร้างความคลาสสิคให้สะพานไม้แห่งนี้นิดนึง ...

บางคนก็เฝ้ารอแสงของวันใหม่.. ทอแสงขึ้นมา

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น หมอกยามเช้าก็หายไป.. เราจึงได้เิดินกลับที่พัก อาบน้ำ ทานข้า้วเช้า เพราะช่วงสายๆมีโปรแกรมที่จะนั่งเรือไปชม "วัดวังก์วิเวการาม" แต่ก่อนที่จะไปชมวัดวังก์วิเวการามนั้น เรือได้พาพวกเราแล่นผ่าน "สะพานมอญ" ด้วย รุ้สึกได้ถึงความขลังของสะพานไม้โบราณนี้ก็ตอนนี้แหล่ะ

ทิวทัศน์ระหว่างทางที่ล่องเรือ...

ถึงแล้ว... วัดใต้บาดาล... Unseen in Thailand

ไม่น่าเชื่อว่า ถ้ามาในช่วงน้ำขึ้น (มิ.ย.-ก.พ.) น้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมดเหลือเพียงยอดของโบสถ์ให้เห็นเท่านั้น แต่เรามาในช่วงเดือนเมษา ที่เป็นช่วงน้ำลด น้ำก็ลดจนเป็นพื้นดิน เป็นเนินหญ้าสามารถเดินได้เลย

จากวัดใต้บาดาล เราได้นั่งเรือกลับไป และเดินทางต่อไปยังวัดหลวงพ่ออุตมะ หรือวัดวังก์วิเวการามในปัจจุบัน... ซึ่งมีจุดเด่นคือ เจดีย์สีทอง เป็นเจดีย์พุทธคยาจำลอง สร้างจำลองแบบจาก "เจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย"

วันที่เราไปคือวันที่ 17 เมษายน 2554 ในวันนั้นจะมีพิธีสรงน้ำพระแบบชาวมอญ ซึ่งมีวิธีการรดน้ำเป็นประเพณีที่แตกต่างจากที่อื่น คือ ใช้ไม้ไผ่ผ่าเป็นทางยาวต่อกันหลายกิโลเมตร เพื่อทำเป็นรางในการสรงน้ำพระ โดยมีฉากดอกไม้กั้น ซึ่งพระพุทธรูปและภิกษุจะอยู่ด้านหลังฉากดอกไม้ โดยพระพุทธรูปและพระภิกษุจะนั่งรับการสรงน้ำจากชาวบ้านอยู่หลังฉาก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายมอญเพื่อให้ทุกคนได้สรงน้ำพระอย่างทั่วถึง

พอเวลาประมาณ 4 โมงเย้น ชาวบ้านอำเภอสังขละบุรีต่างทยอยกันเข้ามาจับจองที่จะสรงน้ำพระกัน...

สิ่งที่น่าประทับใจในเทศกาลสงกรานต์มอญครั้งนี้ก็คือ ชาวบ้านต่างพากันแต่งกายด้วยผ้าพื้นเมือง แต่งองค์ทรงเครื่องอวดความสวยกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่

สาวๆมอญ แต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง สวยๆทั้งนั้น น่ามองจริงๆ

และเมื่อถึงเวลาอันเป็นมงคลแล้ว ทางวัดจะนำพระพุทธรูปมารับการสรงน้ำจากชาวบ้านอยู่หลังฉากดอกไม้กั้น โดยจะมีผู้ให้สัญญาณแก่ชาวบ้านว่า "โจ โจ" คล้ายเป็นสัญญาณบอกให้ชาวบ้านทั้งหลายให้สรงน้ำลงบนรางไม้ไผ่โดยพร้อมเพรียงกัน

ส่วนการเดินทางมารับการสรงน้ำของพระสงฆ์ จะทำโดยการเดินเหยียบบนหลังชาวบ้านที่เป็นชายซึ่งนอนราบกับพื้น เรียงกันเป็นแถว ไปจนถึงบริเวณที่สรงน้ำ ซึ่งจะมีความเชื่อว่า เป็นการสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาชีวิตให้กับชาวบ้านที่นอนเรียงแถว หลังจากนั้นชาวบ้านได้ช่วยกันอุ้มพระมหาสุชาติ ไปรอบวัดเพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำแล้วเดินไปอันเป็นประเพณีที่มีความ เชื่อว่าเป็นการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมสรงน้ำพระสงฆ์

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ชาวบ้านก็ต่างพากันเล่นน้ำสรงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน

จะสังเกตว่าชาวบ้านจะเล่นน้ำกันทั้งชุดพื้นเมืองเลย เป็นภาพที่หาดูได้ยากนัก รู้สึกได้ถึงประเพณีสงกรานต์อันแท้จริง เป็นประเพณีที่งดงามมากๆ ถึงแม้ว่าสาวมอญบางคนไปเรียนในเมือง แต่ก็ต่างพากันกลับมาบ้านแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองกันอย่างไม่เคอะเขิน ชอบจังเลย ประทับใจมากๆ ปิดท้ายทริปนี้ด้วย 3 สาวมอญสุดสวยนะคะ แล้วเจอกันใหม่สงกรานต์ปีหน้า สัญญาว่าถ้ามีโอกาสและเวลา จะกลับมาเยือนสังขละบุรีอีกแน่นอน...

ผู้แต่ง
“ Gifuto ”

ช่างภาพ
“ Gifuto ”