บทความ
"หยิบหมอก หยอกกระเจียว ภาค 2"

ชัยภูมิ

2011-07-12 04:28:53


เมื่อพูดถึงดอกไม้สวยๆ หลายคนคงนึกถึงอากาศที่หนาวเย็นทางภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ เชียงรายที่มีสวนดอกไม้นานาพันธุ์ซึ่งเกิดขึ้นจากการรังสรรค์ด้วยฝีมือมนุษย์ แต่จะมีสักกี่ที่ที่เราจะได้เห็นทุ่งดอกไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เขียวขจีปกคลุมไปด้วยม่านหมอก และมันก็จะเบ่งบานในช่วงระยะเวลา 2-3 เดือนในช่วงหน้าฝนแบบนี้ทุกปี ผมกำลังพูดถึงที่นี่ครับ "ทุ่งดอกกระเจียว"อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ

ทริปนี้กำหนดการ 3 วัน 2 คืนระหว่างวันที่ 28-30 มิ.ย.54 มีผู้กล้าร่วมเดินทางด้วยกัน 4 ชีวิตพวกเราเลือกที่จะนั่งรถรถไฟไปกัน (จริงๆแล้วมีรถตู้จากอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปถึงอ.เทพสถิตเลย) แต่..มันง่ายไปสำหรับพวกเรา 555 จองตั๋วรถไฟจากหัวลำโพงไว้ตอน 5 ทุ่มของวันที่ 27 มิ.ย.54 ไปถึงสถานีแก่งคอย จ.สระบุรีประมาณตี 2 จากนั้นต้องต่อรถไฟขบวนท้องถิ่นไปลงสถานีวะตะแบก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิอีกครั้งแล้วก็จะต้องหารถเข้าเมืองเพื่อไปที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม (ดูยุ่งยากไปไหมครับ แต่นี่แหล่ะคือความสนุกในการเดินทาง 555)

งานนี้น้องสุขใจไม่พลาดเช่นเคยครับ ไปไหนไปด้วยกันตลอด

ออกเดินทางจากหัวลำโพงตอน 5 ทุ่มประมาณ 3 ชั่งโมงนิดๆก็มาถึงชุมทางแก่งคอย อ.แก่งคอย จ.สระบุรีแล้วครับ

แต่เราต้องนั่งรอรถไฟขบวนท้องถิ่นเพื่อไปลงสถานีวะตะแบก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิประมาณ ตี 5 กว่าๆ (ก็ต้องนั่งรอนอนรอไปอีก 2 ชั่วโมง เอาน่า..ถือซะว่าพักเอาแรง 555) ประมาณตี 4 นิดๆ ล้างหน้าล้างตากันเสร็จเราก็เดินหาของกินรองท้องมื้อเช้า (สถานีรถไฟติดตลาด) ได้ข้าวเหนียวหมูปิ้งมาคนละถุง กะว่าจะเอาขึ้นไปกินบนรถไฟกัน เราเดินทางจากสถานีแก่งคอยมุ่งหน้าสู่สถานีวะตะแบก แต่ก่อนถึงรถไฟวิ่งผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรีด้วยเป็นช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นพอดี เลยเก็บภาพมาฝาก

เวลาประมาณ 8.00 น.เราก็เดินทางถึงชุมทางวะตะแบกแล้ว เย้ๆ เล่นเอาซะตูดชา

จากนั้นอาศัยผู้ใจบุญพาไปส่งในเมือง แล้วก็เช่ารถชาวบ้านไปยังอุทยานฯ(ตอนแรกหารถโบก พอดีไปวันธรรมดาก็เลยไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเข้าอุทยานฯ) ประมาณ 10.00 น.เราก็เดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติป่าหินงามครับ

จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯคนละ 40 บาท ก่อนอื่นเราต้องหาที่พักกันก่อน ข้างๆอุทยานฯใกล้ๆทางเข้ามีที่พักน่ารักคุณป้าเจ้าของใจดี ราคาก็ไม่แพงด้วย พวกเราจึงตัดสินใจพักกันที่นี่ครับ "บ้านภูคำรุ้ง" หลังนี้คืนละ 700 ครับนอนได้ 4 คน

ได้ที่พักเรียบร้อย กินข้าวเที่ยงเสร็จ พักผ่อนเอาแรงกันสักนิดก็ได้เวลาตะลุยป่ากันแล้ว ด่านแรกพาน้องสุขใจไปถ่ายรูปป้ายซะหน่อย

แวะศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสอบถามข้อมูลกันก่อน

ข้างๆศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ใครอยากกินอะไร อยากซื้อของที่ระลึกมาที่นี่ได้เลย

มุมถ่ายรูปเล็กๆ

มีตู้เอทีเอ็มให้กดเงินด้วย แต่เสียค่าบริการ 20 บาทนะ

อุณหภูมิ ณ ตอนนั้น

ผมชอบถังขยะทีนี่จังเลย

ใครอยากนอนเต็นท์ก็มีบริการนะ

เตร็ดเตร่กันสักพักก็ได้เวลาเดินป่าไปทุ่งดอกกระเจียวกันแล้ว จริงๆจะมี 2 เส้นทาง เส้นแรกทางเดินรถวิ่งปกติ เส้นที่ 2 ทางเดินป่าจะไปโผล่ทุ่งดอกกระเจียวอีกทุ่งหนึ่ง อย่างเรามีเหรอจะเดินเส้นปกติ 555 ต้องเลือกเส้นที่ 2 อยู่แล้ว

ลักษณะเส้นทางเดินป่า เป็นทางดินสลับลำธารเล็กๆ บางช่วงก็ลื่นต้องระวังกันดีๆ

และแล้วเราก็มาถึงทุ่งดอกกระเจียว เย้ๆๆ ไม่ผิดหวังจริงๆสวยมากครับ

ดอกกระเจียวเบ่งบานรับแดดยามบ่าย

ช่อนี้ใหญ่มากๆ

ช่อนี้มาเป็นคู่

ดอกนี้ขอฉายเดี่ยว

แถมๆอีกดอกละกัน

เราใช้เวลาถ่ายรูปอยู่นาน เสร็จแล้วก็เดินต่อไปที่ผาสุดแผ่นดินกันครับ

ถึงแล้วววววววว

ถ่ายรูปกันหน่อย แต่นางแบบ 2 สาวแอบขาสั่นเล็กน้อยครับ เพราะข้างหน้าคือเหวชัดๆ

ได้เวลากลับแล้ว กลับไปพักเอาแรงเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ากัน เพื่อมาหยิบหมอก หยอกกระเจียวตามชื่อเรื่อง

ระหว่างทางเจอดอกไม้ป่ามากมาย เลยเก็บภาพมาฝาก

นอกจากดอกไม้ยังมี..หยึ๋ยยยยยยยยยย (ต้องขออภัยสำหรับคนที่กลัวด้วยนะครับ)

ถึงบ้านพักอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนกันตามอัธยาศัยครับตบท้ายด้วยอาหารมื้อเย็นฝีมือป้าเจ้าของที่พัก ขอบอกว่าอร่อยมากๆครับ

วันที่ 2 เราตื่นกันแต่เช้ามุ่งหน้าสู่ทุ่งดอกกระเจียวอีกครั้ง (แต่คนละทุ่งกับเมื่อวาน) อากาศตอนเช้าสดชื่นมากครับ

ทุ่งนี้ดอกกระเจียวบานค่อนข้างเยอะประมาณ 90 % ของพื้นที่และจะมีทางเดินสำหรับนักท่องเที่ยวห้ามลงไปเดินข้างล่าง

ได้เวลาหยิบหมอก หยอกกระเจียวแล้วววววววว

ตอนเช้าๆแบบนี้หมอกลงเยอะมาก บางช่วงแทบมองไม่เห็นดอกกระเจียวเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวก็มาดูกันเยอะด้วยครับ อากาศเย็นสบาย สดชื่นสุดๆไปเลย

รัวชัตเตอร์กันแทบไม่ทันเลยทีเดียว 555 เสร็จจากที่นี่เราก็เดินไปป่าหินงามกันต่อ จุดแรกที่เจอเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมประวัติความเป็นมาและประเภทของหินยุคต่างๆครับ

ทางเดินสู่ป่าหินงาม

ต้องดูให้ครบตามป้ายนะ

ป่าหินงาม มีหินรูปร่างแปลกตามากมาย เช่น หินแม่ไก่ยักษ์ หินช้างเอราวัณ หินเรดาห์ หินราชสีห์ หินรูปถ้วยบอลโลก แต่ที่พึลึกสุดคือ มอxxxตั้ง

ถ่ายรูปกันสักพักก็ได้เวลากลับแล้วครับ เพราะยังมีโปรแกรมไปที่อื่นต่อ

ก่อนกลับอย่าลืมซื้อของที่ระลึกกันได้นะ มีให้เลือกหลายร้านเลยด้านหน้าอุทยานฯ

เรากลับที่พักอาบน้ำ กินข้าว เก็บสัมภาระ เช็คเอ้าท์จากที่พัก มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไปคือ อุทยานแห่งชาติน้ำตกตาดโตน โดยอาศัยผู้ใจบุญ(คนชัยภูมิใจดีจริงๆ 555) พาเราไปส่งถึงในตัวเมืองชัยภูมิเลยครับ จากนั้นเราก็หารถเช่าไปยังน้ำตกเอง (จริงๆแล้วมีรถโดยสารผ่านน้ำตก แต่พวกเราไปถึงตอนบ่าย 3 โมงรถหมดแล้ว

อาหารเย็นของพวกเราฝากท้องไว้ที่นี่ครับ ร้านอาหารสวัสดิการอุทยานฯ

ติดต่อที่พัก สอบถามข้อมูลต้องที่นี่เลยครับ

เราพักผ่อนกันเต็มที่เพราะมีเวลาพรุ่งนี้อีกครึ่งวันสำหรับที่นี่ ตื่นสายกันหน่อย ที่นี่ถ้านอนบ้านพักอุทยานฯจะมีอาหารเช้าบริการด้วยครับพวกข้าวต้ม ชา กาแฟ โอวัลติน เป็นต้น

ได้เวลาพาน้องสุขใจไปดูน้ำตกกันแล้วววว

ทางเดินสู่น้ำตก ดูร่มรื่นและเย็นสบายมากครับ

มีห้องน้ำบริการใกล้ๆน้ำตกด้วย

มีศาลเจ้าให้สักการะด้วย

และแล้วก็ถึงน้ำตกตาดโตน ช่วงนี้น้ำค่อนข้างเยอะ แต่สีน้ำตกดูขุ่นๆคงเพราะหน้าฝนน้ำป่าไหลหลาก

หลากหลายมุมมอง

อีกสักรูปละกัน

มีดอกกระเจียวสีขาวด้วยนะ

ถ่ายรูปกันสักพัก กินข้าวเที่ยง อาบน้ำอาบท่า เก็บสัมภาระและก็ได้เวลาเช็คเอ้าท์จากที่พัก มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองชัยภูมิอีกครั้ง โดย..การเดินแล้วก็เดิน

เหนื่อยกันไหม!?..กริบ!!!

แต่สุดท้ายก็มีผู้ใจบุญ(อีกแล้ว)ให้เราติดรถไปลงในตัวเมืองชัยภูมิ แล้วเราก็นั่งสามล้อกันมาที่บ.แอร์ชัยภูมิ (ขากลับขอสบายๆหน่อยละกัน กลับรถไฟคงไม่ไหว 555) ซื้อตั๋วรถรอบ 16.00 น. VIP 32 ที่นั่ง ราคา 294 บาทต่อคนใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง ถึงกรุงเทพประมาณ 3 ทุ่ม แต่จริงๆแล้วเราถึง 4 ทุ่ม (วันนั้นฝนตก รถติดมาก) สิ้นสุดทริปหยิบหมอก หยอกกระเจียว สรุปเหนื่อย แต่สุขและสนุกมากคร้าบบบบบ

วู้ววว...น่าสนุกจังค่ะ อยากไปบ้างไรบ้าง เห็นทุ่งดอกไม้สวยๆแล้วสดชื่นดีจัง

ยังมีเวลานะครับคุณ Girl Next Door บานถึงสิงหาคม แต่ช่วงนี้กำลังสวยเลยครับ

ดอกกะเจียว บานเยอะดีจัง ครับ

@คุณ tummeng ตอนนี้บานเต็มที่เกือบ 100% แล้ว ว่างๆอย่าลืมไปเที่ยวนะครับ

น้ำตกตาดโตนไปทีไรสีเข้มเหมือนกาแฟทู๊กที แต่น้ำตกใหญ่มาก ชอบๆ ดีจังคนชัยภูมิใจดี๊ใจดี ทริปนี้เยี่ยมจริงๆ

ผู้แต่ง
“ poopack ”

ช่างภาพ
“ poopack ”